วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

นอร์เวย์ 'สุขที่สุดในโลก' ด้วยปัจจัยอันใด?

นอร์เวย์ได้รับตำแหน่งเป็น “ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก” จากการจัดอันดับขององค์กรระหว่างประเทศ

เรียกรายงานนี้ว่า World Happiness Report 2017 โดย Sustainable Development Solutions Network ซึ่งเป็นความริเริ่มระดับโลกขององค์การสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2012

ผมอยากรู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ประเทศนอร์เวย์ (ประชากร 5.2 ล้านคน) ได้คะแนน “ความสุข” เป็นเบอร์หนึ่งของโลก (ไทยเราติดอันดับที่ 32 ในการสำรวจครั้งนี้) จึงขอ Facebook Live กับท่านเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย Kjetil Paulsen เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ที่มาที่ไปของความหมายของ “ความสุข”

ข้อแรกน่าจะเป็นนโยบาย “สวัสดิการสังคม” ที่รัฐบาลแนวทาง “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ที่ดูแลประชาชนทั้งประเทศตั้งแต่เกิดจนตายด้วยการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี สังคมเอื้ออาทรต่อกัน ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งระดับข้าราชการและการเมืองอย่างเข้มข้น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง เสรีภาพของสื่อได้รับการรับรองทั้งในแง่ของกฎหมายและในทางปฏิบัติ

ที่สำคัญคือคอร์รัปชันหรือพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบจะถูกปราบปรามอย่างหนักหน่วง

แน่นอนว่าไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ เมื่อคนนอร์เวย์ได้รับสวัสดิการจากรัฐบาลทุกอย่าง ตั้งแต่คลอดออกมาจนถึงวันสิ้นชีวิต ก็ย่อมแปลว่าประชาชนจะต้องเสียภาษีรายได้ในอัตราที่สูง

ท่านทูตพอลสันบอกว่าอัตราภาษีรายได้ส่วนบุคคลอยู่ที่ 40% โดยเฉลี่ย และภาษีนิติบุคคลก็สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ระบบที่ต่างกัน

“ไม่มีใครชอบเสียภาษีเยอะ ๆ ...คนนอร์เวย์ก็เช่นกัน แต่เมื่อเราเห็นประโยชน์ที่กลับคืนมาให้เรา ในรูปของการสร้างความมั่นคงในชีวิตทั้งของเราและครอบครัว เราก็พร้อมจะเสียภาษีในอัตราที่สูง...” ท่านทูตบอกผม

ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการที่นอร์เวย์มี “ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง” ในสังคมมีน้อย ทำให้เกิดความรู้สึก “เท่าเทียม” ในหมู่ประชาชน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกเสมอภาค และนำไปสู่การมีความสุขในภาพรวม

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” (Pension Fund) ของเขาที่ลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเพื่อเอาผลตอบแทนนั้นมาดูแลสวัสดิการของประชาชนอย่างทั่วถึง

เดิมเขาเรียกกองทุนนี้ว่า Petroleum Fund เพราะเป็นส่วนที่ตัดออกจากรายได้อันเกิดจากการขายน้ำมันและแก๊ส ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ

“เรามีปรัชญาว่าเราไม่ควรจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติของเราให้หมดไป เราต้องเก็บรักษาเอาไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป เพราะทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ทุกปี เราจึงเจียดส่วนหนึ่งของรายได้จากน้ำมันและแก๊สมาเป็นกองทุน ซึ่งบริหารโดยคณะกรรมการที่เลือกโดยรัฐสภาผ่านมาทางกระทรวงการคลัง โดยลงทุนไปทั่วโลก ผลตอบแทนนั้นจะกลับมาในรูปของการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน ในรูปแบบสวัสดิการเพื่อสังคมอย่างทั่วถึง” ท่านทูตบอก

ผมถามท่านทูตว่าอยู่เมืองไทยมีความสุขไหม?

“ผมและคนนอร์เวย์ที่อยู่ในประเทศไทย 7,000-8,000 คนและนักท่องเที่ยวปีละ 120,000 คนต่างมีความสุขในเมืองไทย”

และหากคนไทยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงในทุก ๆ ด้าน คนไทยจะมีความสุขมากกว่านี้มาก...ท่านกล่าวปิดท้าย

เป็นประเด็นที่คนไทยส่วนใหญ่คงจะปฏิเสธไม่ได้