สำหรับเขาคนนี้ วันนี้พลิกด้านนี้ พรุ่งนี้อาจพลิกไปอีกด้าน
โดนัลด์ ทรัมป์บอกว่าเขา “จะรู้สึกเป็นเกียรติ” ที่จะได้พบกับคิมจองอึน “หากสถานการณ์เหมาะสม”
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ทรัมป์บอกว่า “คิมน้อย” เป็น “smart cookie” ซึ่งเป็นสแลงอเมริกัน แปลว่า “คนฉลาด ไหวพริบดี เอาตัวรอดได้ตลอด”
แต่วันเดียวกันกับที่ข่าวเรื่องทรัมป์บอกพร้อมจะเจอคิมจองอึนนั้น เกาหลีเหนือก็ออกแถลงการณ์เกรี้ยวกราด บอกว่าอเมริกาพยายามจะจุดไฟแห่งสงครามเพิ่มเติม ด้วยการส่งเครื่องบินรบสองลำบินประกบเครื่องบินเกาหลีใต้ใกล้ ๆ น่านฟ้าของเขา
เปียงยางบอกในแถลงการณ์นี้ว่าพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐ หากยังไม่ยุติการกระทำยั่วยุเช่นนี้
ท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐ จะนำไปสู่การลดความร้อนแรง ในบรรยากาศในคาบสมุทรเกาหลีหรือไม่ยังไม่แน่ชัดนัก
แต่ที่แน่ ๆ คือทรัมป์พร้อมจะเล่นไพ่ทุกใบในมือ ไม่ว่าจะเป็นไพ่ข่มขู่ แสดงแสนยานุภาพ กดดันผ่านจีน โทรศัพท์หาประเทศในอาเซียน เพื่อขอให้ร่วมกันกดดันเกาหลีเหนือ... หรือล่าสุดคือการส่งคำหวานไปให้คิมจองอึน
ผมมองว่าที่ทรัมป์ยกหูถึงประธานาธิบดีดูเตอร์เต้แห่งฟิลิปปินส์ นายกฯสิงคโปร์หลี่เสียนหลง และนายกฯไทย ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น เพราะสัญญาณจากจีนยังไม่ชัดเจนว่า เกาหลีเหนือจะยอมถอยตามที่วอชิงตันขอให้ปักกิ่งพูดกับเปียงยาง
ทรัมป์ใช้ “การทูตโทรศัพท์” ครั้งนี้ตั้งใจจะออกข่าวให้รู้กันไปทั่ว เพราะหลังจากวางหูเสร็จ ทำเนียบขาวก็ออกข่าวทันที อีกทั้งยังย้ำว่าทรัมป์ได้เชิญผู้นำอาเซียนทั้งสามไปเยือนอเมริกาอย่างเป็นทางการด้วย
แต่ดูเหมือนดูเตอร์เต้จะ “เล่นตัว” เล็กน้อยด้วยการบอกออกข่าวทำนองว่าเขาอาจจะ “ไม่ว่าง” ที่จะไปหาทรัมป์เพราะกลัวว่ากลุ่มต่อต้านเขาจะเล่นประเด็นที่เขาสั่งให้ “วิสามัญฯ” ผู้เข้าข่ายต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดไปแล้วประมาณ 6,000 คนตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง
อีกทั้งผู้นำฟิลิปปินส์คนนี้คงจะต้องการประเมินสถานการณ์รอบด้านก่อนที่จะไปเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพราะช่วงหลังดูเตอร์เต้โกรธเคืองอเมริกายุคโอบามาไม่น้อยที่วิพากษ์นโยบายของเขาเรื่องนี้ ทำให้เขาขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้น
ส่วนนายกฯสิงคโปร์นั้นคงไม่มีปัญหาที่จะไปเยี่ยมเยือนวอชิงตันเพราะต้องการจะให้เห็นภาพความสนิทสนมแน่นแฟ้นกับอเมริกาอยู่
นายกฯไทยเองคงจะไม่ถึงกับ “ไม่ว่าง” แต่รัฐบาลไทยก็คงจะต้องปรับแนวทางนโยบายต่างประเทศในช่วงนี้อย่างระมัดระวังเพราะความแปรปรวนผันผวนของ “ระเบียบโลกใหม่” นั้นค่อนข้างจะรุนแรง สามารถจะพลิกผันได้ตลอดเวลา
การที่ทรัมป์เชิญนายกฯไทยไปเยือนสหรัฐย่อมเป็นก้าวใหม่สำหรับนโยบายอเมริกาที่เคยแสดงความรังเกียจรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่สำหรับทรัมป์แล้ว “ทุกอย่างต่อรองกันได้” และลำดับความสำคัญของนโยบายก็สลับไปมาได้เช่นกันขึ้นอยู่กับว่ามีประเด็นเร่งร้อนอะไรเข้ามาแทนที่หรือไม่
วันนี้เกาหลีเหนือคืออันดับแรกของนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ ดังนั้นเรื่องอื่น ๆ ทั้งหลายก็ถูกเลื่อนต่ำลงไป
แต่อย่าได้ประมาท เพราะกระทรวงทบวงกรมอีกทั้งสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐยังมี “ลำดับความสำคัญ” ประเด็นต่าง ๆ ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องดุลการค้า การลงทุน อัตราแลกเปลี่ยน การค้ามนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ เป็นต้น
หากเรื่องเกาหลีเหนือแผ่วลง เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจโผล่ขึ้นเหนือน้ำอย่างฉับพลันทันทีได้
ทิศทางนโยบายต่างประเทศไทยในยามนี้จึงต้องปรับตัวกันอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างคล่องแคล่วและปราดเปรียว ไม่ยอมตั้งรับตามกระแสและแรงกดดัน หากแต่ต้องเป็นนโยบายเชิงรุกเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับประเทศได้อย่างมีคุณภาพ






