วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสรีภาพสื่อ ในมือ 'ครม.-สนช.'

การนำเสนอรายงานว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน

 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน โดยเฉพาะในประเด็นว่าด้วยการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีสาระสำคัญในการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจในการ“กำกับ”การทำงานของสื่อ ด้วยการเป็นผู้ “ออกใบอนุญาต”และ “เพิกถอนใบอนุญาต” เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งเริ่มต้นที่มีการกำหนดให้มีตัวแทน“ภาครัฐ” ระดับปลัดกระทรวง 4 คน เข้าร่วมในสภาวิชาชีพฯ ร่วมชี้เป็นชี้ตาย และกำหนดกรอบการทำงานของสื่อมวลชน โดยหลายฝ่ายมองตรงกันว่าเป็นการผิดหลักการ และเท่ากับเป็นการ“ปิดกั้น” การทำงานอย่างเสรี เป็นการเปิดทางให้ “อำนาจรัฐ”แทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่“ตรวจสอบ”ซึ่งจะเป็นผลให้ขาดหนึ่งกลไกในการจับตาการทำงานของผู้มีอำนาจ และเท่ากับเป็นการปิดหู ปิดตามการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

ขณะเดียวกันจากข้อเสนอดังกล่าว กรรมาธิการยังพ่วง “บทลงโทษ” สื่อมวลชนที่ไม่ตีทะเบียนตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยจะมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็นเหตุให้วิปสปท.เองก็มองด้วยความเป็นห่วง และ“ตีกลับ”ให้มีการแก้ไข 2 ครั้ง 2 หน ก่อนที่จะบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ด้วยเหตุผลจากวิปสปท.บางคน ว่าในเมื่อยังคงยืนยันเนื้อหาในทำนองเดิม ด้วยการที่ยังคงปลัดกระทรวง ไว้ในสภาวิชาชีพ ก็ขอให้สมาชิกสปท.ได้ช่วยกันชี้ขาด โดยก่อนที่จะมีมติผ่านรายงานฉบับนี้ก็มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

เสียงจากผู้อยู่ในวิชาชีพ และผู้สนับสนุนบทบาทการทำหน้าที่อย่างเสรีของสื่อมวลชน เห็นตรงกันว่าแม้จะมีการปรับแก้เรื่องสัดส่วนคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่ลดตัวแทนภาครัฐจาก 4 คนเหลือ 2 คน ยังไม่ใช่ประเด็นในการแก้ปัญหา เพราะตราบใดที่ยังมีตัวแทนภาครัฐอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพฯ ก็ถือว่ายังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะตัวแทนรัฐไม่ว่าในรูปแบบใดก็อยู่ในฐานะที่สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ หากตัวแทนรัฐเข้ามาเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพฯ เอง แล้วสื่อจะตรวจสอบอย่างไร

อย่างไรก็ดีข้อเสนอร่างพ.ร.บ.สื่อฯ ผ่านความเห็นชอบจากสปท. มาอย่างน่ากังวลใจในท่าทีของผู้อภิปรายบางคน แต่ขณะเดียวกันก็น่ายินดี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มองเห็นปัญหารอบด้านและยืนยันที่จะดูแลแก้ปัญหา โดยรับฟังและไม่คัดค้านการที่จะให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเอง แต่ให้คิดถึงความ“เชื่อมโยง”กับภาครัฐ ที่ไม่ใช่การอยู่“ใต้กำกับ”ของรัฐบาล และมอบให้รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม และคณะกรรมการกฤษฎีกา รับฟังความเห็นจากสื่อที่ยังไม่ถูก“แปรรูป”เพื่อพิจารณาการออกกฎหมาย

วันนี้สื่อมวลชนต้อง“ก้าวข้าม”มติของสปท. และเตรียมพร้อมสะท้อนปัญหา และเสนอแนวทาง“สื่อคุมสื่อ” ที่แก้ไขจุดบกพร่องในอดีตต่อรัฐบาล ขณะเดียวกันครม.ที่จะเป็นเจ้าของร่างกฎหมาย และสนช.ที่จะพิจารณาใน“ไม้สุดท้าย” ก็ต้องคิดทบทวนให้หนักจากบทเรียนในอดีต ที่รัฐบาลเลือกตั้งหลายต่อหลายสมัยมีความพยายามแทรกแซงและครอบงำสื่อ จนเกิดผลเสียหาย หากรัฐบาลมุ่งหมายที่จะสร้างความ“แข็งแรง”อย่างยั่งยืนของบ้านเมือง ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ทำให้กลไกการตรวจสอบ“อ่อนแอ”