กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) ระบุว่าได้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยหารือกันในหลายประเด็นและประธานาธิบดีสหรัฐรับปากจะดูแลเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายชื่อว่าเป็นประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ นอกจากนี้นายทรัมป์ยังรับปากว่าจะเดินทางมาเยือนไทยในช่วงเดียวกับที่มีการประชุมเอเปกที่ประเทศเวียดนาม และจากบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นแนวนโยบายต่อภูมิภาคนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในช่วง 100 วันของประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศ จะเห็นได้ว่าให้น้ำหนักกับเอเซียค่อนข้างมาก ทั้งกรณีความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ และล่าสุดต่อประชาคมอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นพันธบัตรเก่าแก่ของสหรัฐ โดยการเพิ่มบทบาทของสหรัฐในเอเซียในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจมองว่าเป็นความต่อเนื่องจากยุคของนายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ เพียงแต่ท่าทีและการแสดงออกของสหรัฐมีความแตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะมีความเข้มข้นและมีแนวโน้มการใช้อำนาจทางการเมืองค่อนข้างชัดแจ้ง
แน่นอนว่าการเข้าครั้งนี้ของสหรัฐ ด้านหนึ่งเป็นประเด็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสหรัฐได้ทิ้งภูมิภาคนี้ไปนานหลายปี ทำให้บทบาทของจีนมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง อีกทั้งภูมิภาคนี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการค้าโลก เพราะมีการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่สหรัฐจะให้น้ำหนักมากขึ้นกับภูมิภาคนี้ เพราะถือว่าเป็นภูมิศาสตร์การเมืองของโลกที่สำคัญ และเชื่อว่าจากนี้ไปบทบาทของสหรัฐก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นสำหรับประเทศไทย คือเราจะมองการเข้ามาของสหรัฐในครั้งนี้อย่างไร และเราจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าในยุคนี้มีความแตกต่างจากอดีตค่อนข้างมากจากยุคโลกาภิวัฒน์ที่เริ่มมานานนับสิบปีก่อนหน้านี้ ทำให้เรื่องการค้าการลงทุนเริ่มแยกออกจากการเมืองมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากกรณีนักลงทุนสหรัฐเข้าไปลงทุนในหลายประเทศที่รััฐบาลสหรัฐบอยคอตหรือไม่มีข้อตกลงทางการค้าการลงทุน หรือแม้แต่กรณีการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ก้ปรากฏว่านักลงทุนสหรัฐบางคนก็ไม่เห็นด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราอาจประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าถึงที่สุดแล้ว บทบาทของสหรัฐที่มีมากขึ้นในช่วงเวลานี้ ล้วนมาจากบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอยากมากต่อการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหากสหรัฐขยับตัวในเรื่องใดแล้ว ถือว่าค่อนข้างมีพลังอำนาจค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังจะเห็นได้จากกรณีสงครามก่อการร้ายที่บีบบังคับให้ทุกประเทศต้องเลือกข้าง
เราเห็นว่าจากท่าทีแข็งกร้าวในกรณีเกาหลีเหนือ จะไม่นำไปสู่สงครามกันจริงๆ แต่เป็นเพียงการแสดงอำนาจทางทหาร และเป็นเพียงสัญญาณของการเข้ามาของสหรัฐในเอเซียเท่านั้น ซึ่งเราเชื่อว่าสหรัฐเองก็ตระหนักดีกว่าเอเซียต่างไปจากภูมิภาคอื่น และการแสดงบทบาททางทหารอาจต่างออกไปจากกรณีของตะวันออกกลาง เราหวังว่าการเข้ามาของสหรัฐในครั้งนี้ จะเกิดการสร้างสรรค์ให้กับภูมิภาคและสหรัฐ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคและทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างแท้จริง






