จะเรียกว่าเป็นกฎหมายเจ้าปัญหาก็คงไม่ผิด !!!
เพราะร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของกรรมาธิการสื่อฯ ในสปท. ชุดพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ได้สร้างความปั่นป่วนมานานนับเดือน
ไม่เพียงเฉพาะคนในวิชาชีพสื่อมวลชน ที่เห็นต่างกับแนวคิดของกรรมาธิการฯ
แต่ใน สปท.เอง ก็มีความเห็นเป็นหลายฝ่าย เป็นเหตุให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องถูก“ตีกลับ”ไปปรับแก้ หลายครั้งหลายหน แม้แต่เมื่อบรรจุเข้าไปพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ ก็ยังถกเถียงกันยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง
กฎหมายฉบับนี้ถูกตั้งชื่อมากมาย ตามแต่ความรู้สึกของผู้คน ทั้งกฎหมายคุมสื่อ กฎหมายครอบงำสื่อ
หรือแม้กระทั่ง“กฎหมายลักไก่”เพราะมีการตั้งสื่อหลายคนเข้าไปเป็นอนุกรรมาธิการฯ เพื่อร่วมแสดงความเห็น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถูกรับฟัง เหมือนเป็นการเอาชื่อไปแปะไว้ให้มีองค์ประกอบจากสื่อมวลชน จนสุดท้ายก็ต้อง“ถอนตัว”
รวมทั้งล่าสุดในร่างพ.ร.บ.สื่อฯ มาตรา93 ที่อ้างหลายองค์กรสื่อ เป็นผู้ร่วมจัดตั้ง“สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ก็มีคำยืนยันว่าเป็นการ “แอบอ้าง”เพราะไม่มีใครรู้เห็นและสมยอมด้วยทั้งสิ้น
ถึงวันนี้กมธ.ยัง“ดึงดัน”ที่จะให้มีสภาวิชาชีพฯต่อไป ท่ามกลางการแสดงความเห็นเชิงส่วนตัวอย่าง“มีปม”ของสปท.บางราย ที่ชวนให้เกิดความกังวล
ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกตัวหลังรับหนังสือคัดค้านจาก 30 องค์กรสื่อว่ายินดีรับฟังทุกฝ่าย
พร้อมกับการมอบหมายให้รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม และกรรมการกฤษฎีกา ไปหารือและรับฟังความคิดเห็น
ระบุว่าเรื่องนี้ผ่านพ้นขั้นตอนของสปท. มาถึงรัฐบาลแล้ว และยังมีขั้นตอนการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อีก 3 วาระ “จึงไม่อยากให้ทุกคนมาทะเลาะหรือขัดแย้งกันในเวลานี้”
หากตีความเข้าข้างสื่อก็อาจมองได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ ผู้ที่จะกำหนด“อนาคต”ก็คือครม. และสนช.เท่านั้น
สอดรับกับการขยายความที่ว่า “ให้ผู้ประกอบการ รีไรท์เตอร์ บรรณาธิการ ทั้งหมด ไปหารือว่าจะดูแลกันอย่างไร เชื่อมต่อกับรัฐได้ตรงไหน ถ้าคิดว่าคุมกันเองได้ ก็ลองเสนอมาว่าจะคุมกันอย่างไร ยึดโยงกับทางรัฐได้อย่างไร”
ตบท้ายด้วยการย้ำหลักการไม่ปิดกั้น และพร้อมสนับสนุนการทำงานของสื่อ !!!






