โทรศัพท์จากโดนัลด์ ทรัมป์ ถึง นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันอาทิตย์ น่าวิเคราะห์จากหลายแง่มุม
ที่ชัด ๆ คือทรัมป์ต้องการจะ “ใช้” ประเทศต่าง ๆ ในย่านนี้ “กดดัน” เกาหลีเหนือให้ยอมถอย หลังจากที่ดูเหมือนจีนจะยังไม่สามารถรายงานความคืบหน้า ในการพูดจากับคิมจองอึนอย่างมีนัยสำคัญเท่าไหร่นัก
ทรัมป์โทรฯหาประธานาธิบดี ดูเตอร์เต้ของฟิลิปปินส์ก่อน ในฐานะเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียนปีนี้ ทันทีที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเสร็จสิ้นลงที่กรุงมะนิลา
ทรัมป์ออกข่าวก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมาร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียน และเอเชียตะวันออกที่มะนิลา และบินต่อไปที่เวียดนามเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดของเอเปคในเดือนพ.ย.นี้
เพื่อตอกย้ำว่าเขามีเจตนาที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเอเชียและแปซิฟิก และไม่ได้ยึดแนวทางที่จะ “สละเรือ” จากทะเลจีนใต้อย่างที่เคยมีคนวิเคราะห์กัน เพราะเขาหาเสียงเอาไว้ว่าจะไม่เดินตามนโยบาย Pivot to Asia (ปักหมุดเอเชีย) ของอดีตประธานาธิบดีโอบามา
วันต่อมาทรัมป์ก็กดโทรศัพท์มาหานายกฯไทยและสิงคโปร์ และออกข่าวทันทีที่พูดคุยกันเสร็จว่า ต้องการจะตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างอเมริกากับสองประเทศนี้ทั้งด้านการค้า การลงทุนและความมั่นคง
ในคำแถลงของทำเนียบขาวเรื่องการสนทนากันทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้นำสหรัฐกับไทยนั้น ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐยังต้องการจะมี “บทนำที่คึกคัก” ในภูมิภาคนี้และต้องการจะกระชับความสัมพันธ์กับไทยอย่างแนบแน่นมากยิ่งขึ้น
แต่เป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับทรัมป์ใน “การทูตโทรศัพท์” เช่นนี้คือการระดมพันธมิตรให้กดดันเกาหลีเหนือเป็นหลัก เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง
สำหรับนายกฯประยุทธ์ การที่ทรัมป์โทรฯมาคุยเป็นการส่วนตัว และเชิญไปเยี่ยมเยือนที่ทำเนียบขาว ย่อมจะทำให้อ้างได้ว่าวอชิงตันภายใต้ทรัมป์ จะไม่กดดันรัฐบาลไทยเท่ากับสมัยโอบามาโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับท่าทีต่อ “รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร”
เพราะแม้ดูเตอร์เต้จะโดนวิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลโอบามา เรื่องวิสามัญผู้เข้าข่ายสงสัยค้ายาเสพติดหลายพันคน แต่ทรัมป์ก็ไม่ใส่ใจประเด็นนี้ เพราะประเด็นเกาหลีเหนือแซงหน้าเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด
ทรัมป์เป็น deal-maker ซึ่งแปลว่าเขาสามารถต่อรองได้ทุกเรื่องเพื่อให้ได้ประโยชน์แห่งตน เขาพร้อมจะใช้วิธีการ “ยื่นหมูยื่นแมว” กับใครก็ได้ตราบเท่าที่เขาจะได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนนั้น ๆ
ลีลาท่าทีของทรัมป์อย่างนี้จึงเป็น “ดาบสองคม” เพราะหากเขาพร้อมจะแลกผลประโยชน์เรื่องนี้ในวันนี้ได้ วันข้างหน้าหากมีเรื่องที่ต้องต่อรองอีก เขาก็อาจจะสลับเงื่อนไขที่เขาได้ประโยชน์โดยไม่สนใจว่าเราจะตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบมากกว่าเดิมอย่างไร
ท่าทีของไทยต่อกรณีการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องวางจุดยืนไว้อย่างเหมาะสม เพราะแนวทางของทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน แม้จะดูเหมือนไปทางเดียวกันในวันนี้ แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังมีช่องว่างระหว่างสองมหาอำนาจพอสมควร
ทรัมป์ต้องการให้จีนกดดันเกาหลีเหนือ ยอมประกาศเลิกพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก่อนการ เจรจาแต่จีนต้องการให้อเมริกายอมเจรจาก่อนที่จะให้โสมแดงยอมถอยถึงขนาดนั้น
จีนต้องการให้อเมริกาถอนระบบสกัดขีปนาวุธ THAAD ที่กำลังติดตั้งในเกาหลีใต้ แต่สหรัฐยืนกรานว่าจำเป็นต้องมีระบบนี้เพื่อปกป้องเกาหลีใต้
ขณะเดียวกันไทยก็ควรจะต้องหาทางสื่อสารกับเกาหลีเหนือ ทั้งในระดับทวิภาคีและเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งการเจรจาของคู่กรณีเพื่อลดระดับความตึงเครียดในย่านนี้ได้ให้
ไทยจึงควรจะต้องตรวจสอบรายละเอียดของจุดยืนทุกประเทศต่าง ๆ ที่เป็นตัวละครในกรณีความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี
แต่ที่สำคัญคือไทยจะต้องประสานกับเพื่อนสมาชิกอาเซียน ให้มีจุดยืนอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อต่อรองกับตัวละครอื่น ๆ ในเกมการเมืองที่ละเอียดอ่อน การเดินพลาดเพียงก้าวเดียวจะมีผลกระทบต่อเราเองและภูมิภาคนี้อย่างมหาศาล
ในวิกฤตย่อมมีโอกาส นี่คือจังหวะสำคัญที่ไทยจะต้องใช้การทูต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ที่สหรัฐมีกับเรามาตลอดเวลาหลายปี






