ที่เห็นอยู่นี้คือหนึ่งในเรือดำน้ำ ติดขีปนาวุธหัวนิวเคลียร์ของสหรัฐที่ชื่อ USS Michigan
ซึ่งกำลังมุ่งหน้าสู่ฐานทัพเรือปูซานของเกาลีใต้
เป็นความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดที่ตรงกับวันที่ 25 เม.ย. (เมื่อวานนี้) อันเป็นวันครบรอบ 85 ปีของการก่อตั้งกองทัพเกาหลีเหนือ
ปีที่ผ่านๆ มาโสมแดงจะมีกิจกรรม แสดงแสนยานุภาพทางทหารของตนให้ตรงกับวันนี้ เพื่อสำแดงศักยภาพที่จะสู้รบปรบมือกับสหรัฐและศัตรูทั้งหลายทั้งปวง
ผมนั่งเกาะติดข่าวเรื่องนี้ตลอดทั้งวัน ขณะที่เขียนอยู่ก็ยังเงี่ยหูฟังด้วยใจระทึก ว่าจะเกิดเรื่องเกิดราวทางทหารในคาบสมุทรเกาหลี ที่กำลังกลายเป็นจุดร้อนที่สุดของโลกหรือไม่
การที่สหรัฐส่งเรือดำน้ำพลังทำลายล้างสูงอย่างนี้ ไปคาบสมุทรเกาหลีย่อมไม่สอดคล้อง กับที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน หลังจากพูดจาทางโทรศัพท์กับโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อเช้าวันจันทร์ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ “ความยับยั้งชั่งใจ” หรือ restraint เพื่อป้องกันสงคราม
ที่ผู้นำจีนพูดอย่างนี้หลังจากสนทนากับผู้นำมะกันแล้ว ก็ย่อมแปลว่าจีนไม่ได้ทำตามที่วอชิงตันให้จีนไปกดดันเกาหลีเหนือ ให้ยุติการทดลองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
จีนเล่นบทเป็น “คนกลาง” ด้วยการเตือนทั้งสหรัฐและเกาหลีเหนืออย่ายั่วยุกันและกัน จนกลายเป็นศึกสงครามที่ทุกฝ่ายจะกลายเป็นผู้แพ้เท่านั้น
ทรัมป์ฟ้องผู้นำจีนว่าเกาหลีเหนือยังมีท่าทีที่แสดงถึงความ “อาฆาตมาดร้าย” (belligerence) ต่อสหรัฐ เพราะยังออกข่าวและแถลงการณ์ด้วยภาษาดุดัน ประกาศจะจมเรือบรรทุกเครื่องบิน และเรือรบของสหรัฐที่กำลังแล่นสู่ช่องแคบเกาหลีอย่างไม่ลดละ
จีนจะเล่นบทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำเร็จหรือไม่ยังน่าสงสัย
ด้านหนึ่งจีนไม่ชอบที่เกาหลีเหนือยังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะตราบใดที่เพื่อนบ้านมีอาวุธร้ายแรง ภัยคุกคามที่คาดไม่ถึงย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
อีกด้านหนึ่งจีนก็ไม่ต้องการจะกดดันเกาหลีเหนือตามที่อเมริกันเรียกร้องถึงขั้น “หลังติดกำแพง” เพราะนั่นอาจจะบังคับให้คิมจองอึนตัดสินใจทำอะไรที่ขาดสติ ขาดความยั้งคิด
ไม่มีใครรู้ “สภาพจิต” ของผู้นำเกาหลีเหนือคนนี้ได้ แต่พิจารณาจากสิ่งที่เขาพูดและทำมาตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจที่เปียงยาง “คิมน้อย” คนนี้สามารถจะทำอะไรที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงได้อย่างน่ากลัว
หากเขาคิดว่าจะต้องเลือกระหว่าง “ตายแน่ ๆ” กับ “สู้ตายสักตั้ง” ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า “คิมน้อย” อาจจะกดปุ่มนิวเคลียร์เพื่อ “ปกป้องตนเอง” โดยไม่สนใจว่าจะทำลายล้างหลายส่วนของโลกได้ในพริบตา
อีกด้านหนึ่ง จีนก็ไม่ต้องการจะได้ชื่อว่าเป็น “ม้าใช้” ของทรัมป์ เพราะสถานภาพของปักกิ่งในประชาคมโลกวันนี้ อยู่ในระดับที่ไม่ได้ด้อยหน้าไปกว่าสหรัฐแต่อย่างไร จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจีนจะต้องแสดง ให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองของจีน เพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจต่อรองและบารมีของตนเอง โดยไม่ให้เสียฟอร์มและผลประโยชน์แห่งตน
กลายเป็นเกมการถ่วงดุลอำนาจที่ละเอียดอ่อนและยุ่งยากสำหรับจีนไม่น้อยเลย
ล่าสุด ทรัมป์เชิญสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 100 คนเข้ารับบรรยาสรุปแบบลับที่ทำเนียบขาวในวันพุธนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่เคยทำมาก่อนในวอชิงตัน
สะท้อนว่าทรัมป์กำลังจะขอความร่วมมือ ช่วยเหลือ และเห็นชอบจากสภาคองเกรสในบางเรื่องบางราว ที่เขาอาจจะต้องทำในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดต่อเกาหลีเหนือ
ไม่อยากคิดเลยว่าทรัมป์กำลังจะขยับขออนุมัติสภาคองเกรสเพื่อเปิดฉากสงคราม... แต่สถานการณ์โลกทุกวันนี้อ่อนไหว เปราะบางจนทำนายอะไรล่วงหน้าไม่ได้เลยจริง ๆ
เพราะสภาพจิตของทรัมป์กับ “คิมน้อย” วิเคราะห์ได้ยากพอ ๆ กัน!






