นอกจากการเดินหน้าผลักดัน การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านคมนาคม
ของรัฐบาลในปีนี้ ซึ่งตามแผนจะมีมูลค่าลงทุนสูงกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ได้แก่ การลงทุนรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง รถไฟรางคู่ 12 เส้นทาง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 7 เส้นทาง และรถไฟชานเมือง 2 เส้นทาง รวมถึงการลงทุนโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย 3 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อกำหนดให้ท่าเรือมาบตาพุดและท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ในพิกัดพื้นที่ของอีอีซีเพิ่มเติม โดยประเมินกันว่า เฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี จะใช้เงินลงทุนราว 1.5 ล้านล้านบาทในระยะ 5 ปีจากนี้ รวมไปถึงการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จำนวน 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษ แบ่งเป็น ระยะที่ 1 ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา ระยะที่ 2 ประกอบด้วย เชียงราย หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส
รูปธรรมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยวงเงินระดับ “ล้านล้านบาท” ของรัฐ ประกอบกับ “สิทธิประโยชน์” ในการส่งเสริมการลงทุน ย่อมมีส่วนทำให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เกิด “ความเชื่อมั่น” ในการลงทุนมากขึ้น ผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดจากนี้
สะท้อนจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ระบุว่า นักลงทุนไทยและต่างชาติจดทะเบียนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพิ่มขึ้น 15% ขยายตัวสูงกว่าจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีนิติบุคคลจดทะเบียนเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก โดยมีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32 ราย เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25 ราย เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย มีจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22 ราย และยังพบว่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 แห่ง มีการลงทุนของชาวต่างชาติมีมูลค่าทั้งสิ้น 2,779.45 ล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนแล้ว สิ่งที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นไปพร้อมกันคือ “การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” (Ease of doing business) ซึ่งถือเป็นอีก “ปัจจัยสำคัญ” ในการดึงดูดการลงทุน โดยเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจต่างชาติเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอด ถึงความติดขัดในเรื่องดังกล่าว จนถึงขั้นถอดใจลงทุนไปแล้วก็มี
แม้ว่าตามแผนรัฐบาลจะต้องการผลักดัน“อันดับ”การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของไทย ตามการจัดอันดับของธนาคารโลก “แซงหน้า” มาเลเซีย ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน ภายในปี 2563 หรือในอีก 3 ปีจากนี้ จากปัจจุบันไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 46 จาก 190 ประเทศ เป็นอันดับ 9 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็ตาม
เราเห็นว่า รัฐบาลเดินมาถูกทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ขอให้ดำเนินการจริงจัง ต่อเนื่อง ไม่สะดุดลงจากเงื่อนไขทางการเมือง หลังมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บังคับใช้ไปเมื่อ 6 เมษายนที่ผ่านมา กำลังเดินหน้ากระบวนการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 ไม่เช่นนั้น ประเทศไทย จะยังคงจมอยู่กับวังวนของปัญหาเดิมๆ กับการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจตัดขัดล่าช้า กระทบต่อต้นทุนประกอบการ บั่นทอนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย






