หลังจากที่รัฐบาลได้ออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New S – curve
โดยได้ออกสิทธิประโยชน์มากมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์ในกฎหมายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้การยกเว้นภาษีสูงสุดถึง 13 ปี และหากเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้แก่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 50% เป็นเวลา 5 ปี ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การบิน เคมีชีวภาพและปิโตรเคมี ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร และยังมีกฎหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี และมีกองทุน 1 หมื่นล้านบาทสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติ แต่สำหรับผู้ประกอบการชาวไทยยังคงมองว่าไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมเหล่านี้ เพราะมาตรการยกเว้นภาษีสูงสุดดังกล่าวจะให้เฉพาะผู้ที่ตั้งโรงงานใหม่เท่านั้น ไม่รวมผู้ประกอบการรายเดิมที่จะขยายโรงงานไปสู่อุตสาหกรรม New S – curve ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เพียงแค่การปรับปรุงโรงงาน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากรัฐน้อยมาก เมื่อเทียบกับการให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาตั้งโรงงานใหม่
ทั้งนี้ การที่ผู้ประกอบการรายเดิมไปตั้งโรงงานใหม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในพื้นที่โรงงานเดิมมีเพียงพอที่จะขยายโรงงานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อที่ดินตั้งโรงงานใหม่ ซึ่งการที่กำหนดสิทธิ์เพียงผู้ที่ตั้งโรงงานใหม่นั้น เป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะยกระดับตัวเองไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูง โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S – curve จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ดังนั้นจึงควรได้รับสิทธิการยกเว้นภาษี และสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆให้เท่ากับต่างชาติ หรือมากกว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมของไทยก้าวไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงสร้างความเข็มแข็งให้กับรากฐานของประเทศ
โดยที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นเก่า ก็แสดงความต้องการอย่างชัดเจน ที่จะยกระดับไปสู่การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ Energy Storage ที่ใช้เก็บไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนสายการผลิตเดิมไปผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่ได้ จำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากสร้างสายการผลิตใหม่ และซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ไม่ได้รับมาตรการอุดหนุนเหมือนกับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย
ในขณะที่ผู้ประกอบการผลิตหุ่นยนต์ของไทย ขาดแคลนวิศวกรด้านดิจิทัลชั้นสูงที่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้ และการนำเข้าแรงงานเหล่านี้ก็ทำได้ยาก ติดกฎเกณฑ์ต่างๆมากมาย เพราะไม่เข้าข่ายผู้เชี่ยวชาญชั้นสูงตามที่ บีโอไอกำหนด ทำให้ขาดโอกาสที่จะยกระดับการผลิตหุ่นยนต์ของประเทศให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้นโยบายของรัฐเดินไปได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ ก็คือหันกลับมาดูอุตสาหกรรมภายในประเทศ ว่าใครอยากจะยกระดับไปสู่ New S – curve บ้าง และออกแบบมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เต็มที่ไม่น้อยไปกว่าต่างชาติ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมของไทยอีกเป็นจำนวนมากยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมชั้นสูง สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับประเทศ เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้ล้วนเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ทิ้งแผนดินแม่อย่างแน่นอน ซึ่งคงหาสิ่งเหล่านี้ได้ยากในนักลงทุนต่างชาติ
.................
วัชร ปุษยะนาวิน






