ในขณะที่บ้านเรามีการโต้แย้งกันไม่น้อย เกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพ ที่เป็นสิทธิประโยชน์ของประชาชนสามกลุ่มหลัก
คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่สหรัฐก็กำลังเกิดประเด็นใหม่ หลังจากข้อเสนอของประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่สามารถผลักดันให้กฎหมายยกเลิกโอบามาแคร์ หรือ Affordable Care Act ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ ทำให้การเสนอกฎหมายทรัมป์แคร์ หรือ American Health Care Act ไม่สามารถเกิดได้เช่นกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน วุฒิสมาชิกเบอนี่ แซนเดอรส์ (Bernie Sanders) จากมลรัฐเวอร์มอนท์ ก็เสนอให้มี Medicare for All หรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจะเป็น Universal Health Care for All Ages เหมือนดังที่บ้านเราได้ใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน
ข้อเสนอดังกล่าวของแซนเดอรส์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่า ระหว่างการให้บริษัทประกันเป็นผู้ดำเนินการและให้แข่งขันกันเองเพื่อประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดด้วยต้นทุนเบี้ยประกันต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐจัดให้โดยตรง ไม่ต้องผ่านบริษัทประกัน อย่างไหนจะดีกว่ากัน
ฝ่ายสนับสนุนระบบประกันสุขภาพที่ให้บริษัทประกันแข่งขันกันให้บริการมีจุดแข็งในแง่ที่ว่า เมื่อมีการแข่งขันกันมากๆ ต้นทุนก็จะลดลง และก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เห็นว่า เบี้ยประกันจะไม่ลดลง ได้โต้แย้งว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ จะทำให้ต้นทุนของโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น และบริษัทประกันก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้โรงพยาบาลมากขึ้น ในที่สุดก็จะกลับมาหาประชาชนผู้เอาประกันให้ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น
ฝ่ายสนับสนุนระบบประกันสุขภาพโดยบริษัทประกันเห็นว่าจะมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการประกันและการชดเชย ในขณะที่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่มีตรงนี้ ทำให้เกิดการรั่วไหล และสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐ
ระบบประกันสุขภาพดำเนินการโดยภาคเอกชนสามารถให้การดูแลการเจ็บป่วยของประชาชนผู้เอาประกันอย่างไม่มีข้อจำกัด ทำให้สามารถดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโต้ว่า ก็เฉพาะคนมีเงินเท่านั้นที่ได้บริการอย่างดี ส่วนคนจนที่ไม่สามารถซื้อประกันได้มากมายหลายสิบล้านคนคงไม่มีหลักประกันอะไรเลย
ยังมีรายละเอียดที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอีกหลายเรื่องหลายประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ รวมทั้งเรื่องการร่วมจ่าย ที่ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายเห็นเหมือนกันว่าไม่เหมาะสม ฝ่ายที่ต้องการให้บริษัทประกันเข้ามารับผิดชอบ เห็นว่าเป็นเรื่องของธุรกิจ แต่รัฐควรเข้ามาสนับสนุนอย่างอื่นเช่นมาตรการลดภาษี เครดิตภาษีให้กับประชาน ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน เห็นว่ารัฐควรจะดูแลอย่างเสมอหน้ากัน ไม่ว่าคนจนคนรวย เด็กผู้ใหญ่ ควรได้รับสิทธิเท่ากันหมด และระบบนี้ทุกโรงพยาบาลต้องเปิดรับผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคน เพราะในสภาวะเช่นนั้นคนป่วยฉุกเฉินไม่สามารถรอว่ามีสิทธิเข้าโรงพยาบาลใด พบแพทย์คนใด หรือค่ารักษาพยาบาลแพงเท่าใด
ระบบประกันสุขภาพทั้งแบบที่ให้บริษัทเอกชนเข้ามาดูแล กับแบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐเป็นผู้ดูแล ต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งที่ต่างกัน ประเทศที่เป็นทุนนิยมอย่างเช่นสหรัฐต้องการให้มีการแข่งขันระหว่างบริษัทเอกชน ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันถูกลง ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลก็สามารถให้การดูแลรักษาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ต่างกับอีกระบบหนึ่งที่เปรียบเสมือนระบบสังคมนิยม ให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิเท่ากันหมด แต่ประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลคงไม่มีประสิทธิภาพเท่าระบบที่บริษัทประกันดูแล
บ้านเราก็ดูเหมือนจะอยู่ในสภาวะไม่ต่างกันนัก ประชาชนจำนวนหนึ่งที่มีความสามารถจ่ายเบี้ยประกันเพื่อสุขภาพได้เอง ก็สามารถทำประกันกับบริษัทประกันได้ตามความต้องการ แต่ปัญหาคือประชาชนที่ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ อีกหลายสิบล้านคนที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วย
ประกันสังคมอาจช่วยตัวเองได้ดีกว่าอีกสองระบบ เพราะประกันสังคมมีการร่วมจ่ายระหว่างพนักงานกับรัฐเข้ากองทุน จะมีปัญหาก็แต่เพียงสิทธิประโยชน์จะได้มากหรือน้อยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แล้ว ในขณะที่ระบบสวัสดิการข้าราชการไม่มีการร่วมจ่าย และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในทางปฏิบัติก็ไม่มีการร่วมจ่าย (ทั้งๆที่กฎหมายให้ทำได้) จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้าช่วยเหลือฝ่ายเดียว และนับวันก็ยิ่งจะเป็นภาระหนักของรัฐบาลจากการที่มีงบประมาณไม่เพียงพอ
ในส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการข้าราชการ รัฐได้พยายามหาทางออกโดยเสนอให้มีการว่าจ้างบริษัทประกันเข้ามารับบริหารจัดการภายใต้วงเงินงบประมาณที่รัฐมีอยู่ เพราะเชื่อว่าด้วยระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของภาคเอกชน น่าจะทำให้เพดานงบประมาณจะถูกตรึงต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ไม่เหมือนกับที่รัฐโดยกรมบัญชีกลางดำเนินการในปัจจุบันที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีการดำเนินการใดๆที่จะหยุดหรือชะลอการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ข้าราชการตั้งเบิกได้เลย ซึ่งก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆเพราะค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลนับวันยิ่งพุ่งสูง ส่วนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชาชนก็เข้าใช้บริการในทุกระดับชั้น แม้กระทั่งเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ควรถึงโรงพยาบาลก็เข้าโรงพยาบาล ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลพุ่งสูงเพราะเกิดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนี้มากขึ้นทุกปี
ในทางเศรษฐศาสตร์ การประกันสุขภาพ ถือเป็นสินค้าหรือบริการที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชน ที่เรียกว่า Public Goods การที่รัฐสามารถทำให้ประชาชนมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง แต่ท่ามกลางความสำเร็จนี้ ก็ต้องแลกด้วยงบประมาณมหาศาล ซึ่งในยามที่ประเทศมั่งคั่ง ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจทรุดต่ำ ย่อมเกิดปัญหาขึ้นทันที
ระบบประกันสุขภาพแบบไหนดีที่สุดคงจะต้องพิจารณาระหว่างปลายสุดด้านหนึ่งที่ให้ประชาชนทำประกันกับบริษัทตามความต้องการ กับอีกด้านหนึ่งที่ให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้าภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด ในขณะที่ในระหว่างปลายสุดทั้งสองด้าน ก็มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าการร่วมจ่ายของประชาชน มาตรการทางภาษีที่รัฐให้กับบริษัทประกัน มาตรการลดหย่อนทางภาษีเงินได้สำหรับผู้เสียภาษี หรืออื่นใด แต่ทั้งหลายทั้งปวงคงไม่ใช่มาตรการที่ตายตัว เพราะระบบประกันสุขภาพเป็นสินค้าหรือบริการของรัฐที่ขึ้นอยู่กับศักยภาพของรัฐด้วย






