วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้ใครบอกว่า ไทย 'นับหนึ่ง' ไม่จบไม่สิ้น

วันนี้เป็นวันพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น “นับหนึ่ง”

 เพื่อก้าวไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง

เป็นการ “นับหนึ่ง” ครั้งเท่าเท่าไหร่สำหรับก้าวย่างของการเมืองไทยก็คงไม่มีใครนับได้ครบถ้วน

เพราะสำหรับกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทย, ดูเหมือนจะก้าวสองก้าวถอยมาหนึ่งก้าวมากว่า 85 ปีแล้ว บางครั้งเดินหนึ่งก้าวถอยสองก้าว และบ่อยครั้งก็สะดุดขาตัวเองล้มลง ต่างคนต่างชี้นิ้วโทษคนอื่น เพราะไม่เคยยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดล้มเหลวของตัวเอง

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสนใจรูปแบบมากกว่าเนื้อหา จึงวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” มายาวนาน ไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา ไม่ใช่ไม่มีบทเรียนทั้งจากของตนเองและจากรอบโลก แต่เพราะเราขาดวินัย ขาดสำนึกร่วมของความเป็นชาติและฝังลึกอยู่กับระบบอุปถัมภ์ ยอมให้พฤติกรรมแบบ “ศรีธนญชัย” มีอิทธิพลเหนือหลักธรรมาภิบาล เราจึงตั้ง “นับหนึ่ง” ใหม่กันครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อวานนี้พาดหัวหนังสือพิมพ์มีหลากหลายเช่น “อีก 19 เดือนเลือกตั้ง” บ้าง “16 เดือนคืนอำนาจ เลือกตั้ง สค. 61” บ้าง

จะเรียกว่า “นับถอยหลัง” หรือ “นับหนึ่งใหม่” ก็ได้ แต่ความหมายจะต่างกันตรงที่ว่านับถอยหลังหมายถึงการถอยไปเริ่มต้นใหม่ ขณะที่นับหนึ่งใหม่แปลว่าที่ผ่านมาล้มเหลว ต้องมาตั้งต้นกันใหม่อีกครั้ง

ความจริง จะอีกกี่เดือนเลือกตั้งคงไม่สำคัญเท่ากับว่าคนไทยเราจะตั้งหลักฝ่าข้ามปัญหาของการเปลี่ยนผ่านรอบใหม่นี้กันอย่างมั่นคงและเพียบพร้อมเพียงใด

ตอนที่เกิดปฏิวัติรอบนี้มีคนเปรียบเทียบเหมือนเรา “หยุดชั่วคราวเพื่อซ่อมบ้าน” เพราะสภาพของบ้านทรุดโทรมอันเกิดจากคนในบ้านทะเลาะกันจนวุ่นวาย (อย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างของคนที่ทำรัฐประหาร) ต้องซ่อมแซมให้กลับไปสู่ภาวะปกติเสียก่อนแล้วจึงจะเปิดบ้านเปิดช่องเหมือนเดิม

เราต่างก็เข้าใจกันว่าการ “ซ่อมบ้าน” นั้นต้อง “ขออภัยในความไม่สะดวก” ทั้งสำหรับคนในบ้านและคนที่ไปมาหาสู่กับเรา ด้วยคำมั่นสัญญาว่า “อีกไม่ช้าจะกลับมา”

การซ่อมบ้านที่ว่านี้เราเข้าใจกันว่าคือการสร้างความ “ปรองดอง” พร้อม ๆ กับการ “ปฏิรูป” เพื่อให้ทุกฝ่ายนั่งลงพูดคุยกันว่าจะจูงมือกันแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นรูปธรรม มีความเห็นขัดแย้งกันตรงไหนอย่างไรก็มาแลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน

นั่นคือความพยายามที่จะ “ปรองดอง” ซึ่งถึงวันนี้ก็ไม่อาจจะพูดได้เต็มปากว่ามีความคืบหน้าที่ที่ชัดเจนพอที่จะเปิดประตูและหน้าต่างทุกบานอย่างเต็มที่ได้

ส่วนประเด็น “ปฏิรูป” ก็ยังเห็นภาพที่ค่อนข้างขุ่นมัว ไม่อาจจะบอกได้ว่ามีความก้าวหน้าที่จะให้ความหวังกับประชาชนได้ว่าในสองปีที่ผ่านมาเราได้แก้ไขปรับปรุงกติกาบ้านเมืองที่เป็นจุดอ่อนของสังคมจนเข้าสู่การปฏิรูปได้อย่างมีนัยสำคัญ

ที่พอจะพูดได้ก็เพียงว่าทั้งเรื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” นั้นกำลังอยู่ในกระบวนการที่จะทำ ฝรั่งเรียก work in progress แปลว่ากำลังเดินเรื่องอยู่แต่ไม่อาจบอกได้ว่าจะบรรลุจุดหมายปลายทางเมื่อไหร่อย่างไรหรือไม่

แต่เมื่อทุกคนพูดถึง Roadmap ก็แปลว่าเราต้องเดินทาง “กรอบเวลา” ที่ฝ่ายรัฐประหารรับปากเอาไว้ จะเป็น 16 เดือนหรือ 19 เดือนก็ต้องว่าไปตามเส้นตายที่วางเอาไว้สำหรับออกกฎหมายลูก 10 ฉบับ

เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าเราไม่อาจจะอยู่กับสภาพรัฐประหารไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุด

แปลว่าแม้เรื่องปฏิรูปและปรองดองจะยังไม่ปรากฏผลชัดเจน เราก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย บ้านเมืองต้องเดินไปสู่แนวทางที่ประชาชนต้องออกมาแสดงจุดยืนว่าจะเลือกใครมาบริหารบ้านเมืองและให้ใครเป็นฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบผู้อาสามาทำงานให้เรา

หากเลือกตั้งแล้ว เราหวนกลับไปอยู่ในวงจรของปัญหาเก่าหรือร่วงกลับไปสู่หลุมพรางของความขัดแย้งเดิม ๆ ก็ย่อมจะโทษใครไม่ได้นอกจากคนไทยเรากันเอง

ในทุกวงสนทนาผมจะได้ยินคนที่มีจุดยืนคนละด้านในเรื่องเลือกตั้ง...คนหนึ่งบอกว่ายังไง ๆ ก็ต้องกลับไปสู่การเลือกตั้ง อีกคนหนึ่งจะบอกว่าเลือกตั้งแล้วอะไรจะดีขึ้นอย่างไร?

คำว่า “พร้อม” หรือ “ไม่พร้อม” เป็นเรื่องของความเห็นที่ต่างกันได้ แต่มาถึงจุดนี้คนไทยก็ต้องร่วมกันคิดอ่านว่าจะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุดหรือมีผลเสียน้อยที่สุด

อย่าให้ใครบอกว่าประเทศไทยเราต้อง “นับหนึ่งใหม่” กันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด