หลายเหตุการณ์วิกฤติ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และวิกฤติเศรษฐกิจ
อาทิ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ฮินชิน ฮวาจิ ประเทศญี่ปุ่นในปี 2538 วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2550 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นในปี 2554 เหล่านี้ทำให้ผู้คนที่อาศัยในเกาะกลางทะเลแห่งนี้ ตระหนักถึง “ความร่วมมือ” ในอันที่จะลดการแย่งชิงทรัพยากร เพราะไม่แน่ว่าวันใดความละโมบจะย้อนกลับมาเป็นวิกฤติอีกครา
แนวคิดดังกล่าว แปรมาเป็นรูปแบบ “ธุรกิจแบ่งปัน” หรือ Sharing Economy ที่เกิดขึ้นหนาตา สะท้อนผ่านการทำธุรกิจของเหล่า “สตาร์ทอัพ" (Startup) ซึ่งกิจการในลักษณะนี้กำลังเป็น ดาวรุ่งในญี่ปุ่น หลังหลากหลายธุรกิจได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาครัฐ
โดยหนึ่งใน “สตาร์ทอัพ” ที่หันมาทำงานในลักษณะเศรษฐกิจแบบแบ่งปันอย่างจริงจัง มีชื่อของ Gaiax ก่อตั้งโดย “ยูจิ อุเอดะ” เมื่อ 2 ปีก่อน บริษัทดังกล่าวเกิดจากการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนญี่ปุ่นและสิงคโปร์เกือบ 20 บริษัท
งานหลักของ Gaiax คือ เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อคนเข้ากับเทคโนโลยี และช่วยให้คนได้รับประโยชน์จากการแบ่งปัน ทรัพยากร ทักษะ และ ประสบการณ์การทำงานในหลากหลายแขนงจากเหล่ากูรู ปัจจุบันมีบริษัทต่างๆเข้าร่วมกลุ่มแล้วกว่า 100 แห่ง
อีกหนึ่งในกิจการที่น่าสนใจคือ การให้บริการรถใช้งานร่วมกัน ภายใต้ชื่อ Notteco องค์กรแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2550 วัตถุประสงค์เพื่อให้บริการรถเช่าระยะยาวร่วมกับผู้ให้บริการในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงติดต่อผู้โดยสารที่ต้องการนั่งรถที่มีต้นทุนไม่สูงพร้อมคนขับ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการขับรถยนต์ ถือเป็นแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน
คำถามที่ตามมา คือ เหตุใด Notteco ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น ขณะที่ UBER หรือ เครือข่ายขนส่งบนแอพกลับประสบปัญหาการดำเนินกิจการในไทย หลังกรมขนส่งทางบกระบุว่า UBER ยังไม่สามารถให้บริการได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ และคงต้องใช้เวลาดูข้อกฎหมายนาน 6-12 เดือน
คำตอบ คือ กฎหมายไทยอาจไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ แตกต่างจากญี่ปุ่นในเรื่องนี้ ที่ทางการพร้อมแก้ข้อกฎหมายตามกระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงจำนวนทรัพยากรและพลังงานที่อาจหดหายในอนาคต จึงต้องแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน
ที่สำคัญเหล่าผู้ประกอบการยังทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทำให้งานบริการหลากหลายประเภทในญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างมาก
กรณีตัวอย่างจากญี่ปุ่น อาจสะท้อนว่า การที่ไทยจะบอกชาวโลกว่าต้องการเดินสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ก้าวให้ทันโลกเทคโนโลยีที่ไร้ขอบเขต รัฐในฐานะผู้คุมกฎประเทศ อาจจะต้องเปิดใจให้กว้าง ปรับแก้ข้อกำหนด กฎหมาย ที่ยังเป็นอุปสรรคปัญหาให้มากกว่านี้ เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้






