background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

พรบ. ยืนยันสิทธิ (Affirmative Action Act)

พรบ. ยืนยันสิทธิ (Affirmative Action Act)

ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ที่ผ่านการลงประชามติแล้วนั้น มีบทบัญญัติหลายมาตรา ที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถดำเนินการได้

 โดยปราศจากกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสิทธิเช่นว่านั้น

มาตรา 27 ของร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติวรรคแรกกำหนดไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมาย มีสิทธิเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน วรรคสองบัญญัติว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และในวรรคสามบัญญัติอีกว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคล เพศ ความพิการ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้

มาตรา 27 ถือเป็นหลักการสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และบทบัญญัติเช่นว่านี้ก็ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านๆมา จึงถือว่าเป็นหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนที่กำหนดไว้โดยองค์การสหประชาชาติมาช้านาน

แต่ในทางปฏิบัติ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนมีความเสมอภาคกันในทุกมิติของสังคม ความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจและสังคมยังปรากฏอยู่ทั่วไปทั้งโลก จำนวนคนจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนรวยก็รวยมากขึ้นเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในหลายๆ ประเทศถ่างมากขึ้น จนเกือบจะมองไม่เห็นอนาคตว่าจะมาบรรจบกันได้เมื่อไร ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น

ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 แม้จะผ่านการลงประชามติ แต่ก็มีหลายมาตราที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน บทบัญญัติหลายมาตรากำหนดไว้อย่างกว้างๆ และไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่นในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มีหลายมาตราที่กำหนดไว้อย่างกว้างๆ อาทิ มาตรา 50 วรรคแรก รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย วรรคสอง กำหนดว่า รัฐต้องดำเนินการหรือจัดให้มีการศึกษาก่อนวัยเรียนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ในมาตรา 51 บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง หรือในมาตรา 52 รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งสามมาตรานี้กำหนดไว้เหมือนกันว่า ต้องดำเนินการอย่างทั่วถึง แต่คำถามก็คือ คำว่าทั่วถึงมีความหมายแค่ไหน เพียงไร และประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐได้ดำเนินการอย่างทั่วถึงแล้วหรือไม่

ในปี 1989 ได้มีความตกลงในสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับหนึ่งเรียกว่า สนธิสัญญาเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All forms of Racial Discrimination) จุดมุ่งหมายก็คือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงาน ค่าจ้าง การได้รับการศึกษา การเข้าถึงระบบสาธารณสุข ให้ยอมรับความหลากหลายมากขึ้น แก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นอันตรายและขัดขวางความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของมนุษย์ในสังคม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติก็จำเป็นจะต้องมีกฎหมายขึ้นมารองรับการยืนยันสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม บทบัญญัติทั้งหลายในร่างรัฐธรรมนูญที่กล่าวไว้อย่างกว้างๆเช่นคำว่าอย่างทั่วถึง จึงยังไม่มีความแน่นอน และชัดเจนถึงขนาดที่ไม่ต้องตีความกันอีก หากแต่เป็นถ้อยคำที่กว้างและไม่มีความชัดเจนมากพอที่จะบังคับใช้ได้โดยตรง

กล่าวโดยเฉพาะ ในมาตรา 51 เรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น แม้บัญญัติไว้ให้ทุกคนได้รับการศึกษา แต่ก็ปรากฏว่ามีเด็กจำนวนมากนับแสนๆคนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้เข้าเรียน หรือต้องออกจากการเรียนก่อนจบการศึกษาภาคบังคับ ถึงแม้ว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการศึกษาจะมีความหลากหลาย แต่ที่สุดแล้วก็ทำให้คำว่า อย่างทั่วถึง ไม่มีสภาพบังคับอย่างแท้จริง เช่นเดียวกัน มาตรา 51 ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้เพราะเหตุต่างๆไม่ว่าเพราะระยะทาง ความกันดารของท้องที่ หรือความขัดสนในค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประชาชนผู้ยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพปีละนับแสนนับล้านคน ฉะนั้นรัฐจึงไม่อาจพูดได้ว่าได้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง และสุดท้าย มาตรา 52 ในเรื่องสาธารณูปโภคก็เช่นกัน หลายท้องที่ยังมีปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภค หลายชุมชนหลายหมู่บ้านยังไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน สิ่งเหล่านี้เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ประชาชนจะต้องได้รับจากรัฐ และรัฐมีหน้าที่จัดหาให้เพื่อให้ประชาชนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน แต่รัฐก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ และประชาชนจำนวนมากก็ยังอยู่ในความยากลำบาก

กฎหมายยืนยันสิทธิของประชาชน สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า นี่เป็นช่องทางที่พวกเขาสามารถดำเนินการเพื่อให้ได้รับสิทธิตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ คำว่า ทั่วถึง ไม่ทำให้เกิดสภาพบังคับที่รัฐจะต้องดำเนินการ ไม่มีระยะเวลา ไม่มีขอบเขต จะอีกนานมากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับรัฐเป็นตัวตั้ง การที่ประชาชนจะร้องเรียนโดยยกเอาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐดำเนินการอย่างทั่วถึง เป็นสิ่งที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชนคนธรรมดา แต่ถ้ามีกฎหมายยืนยันสิทธิ ประชาชนสามารถยกเอากฎหมายฉบับนี้ยืนยันในสิทธิที่เขาควรจะได้รับจากรัฐเหมือนเช่นประชาชนคนอื่นที่ได้รับสิทธินี้แล้ว

กฎหมายยืนยันสิทธิ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย แต่ได้นำมาใช้อย่างกว้างขวางในหลายสิบประเทศทั่วโลกทั้งในยุโรป เช่นฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน นอร์เว โรมาเนีย รัสเซีย สโลวาเกีย อังกฤษ ในอเมริกาเหนือ ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา ในอเมริกาใต้ที่บราซิล ในแปซิฟิก ที่นิวซีแลนด์ และแม้ในประเทศเอเชียด้วยกันเช่นจีน อิสราเอล อินเดีย มาเลเซีย ศรีลังกา และไต้หวัน ชื่อเรียกกฎหมายนี้อาจแตกต่างกันเช่นที่อินเดีย และเนปาลเรียกว่า Reservation ที่อังกฤษเรียกว่า Positive Discrimination ที่แคนาดาและแอฟริกาใต้เรียก Employment Equity แต่ก็อยู่บนหลักการเดียวกัน คือยืนยันสิทธิของประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลจากรัฐให้มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ซึ่งในความหมายที่แท้จริงก็คือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั่นเอง

ในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุจำนวนมาก แม้จะมีอายุมากขึ้นแต่ก็ยังสามารถทำงานได้ถ้าได้งานที่เหมาะสม เด็กจำนวนมาก ที่อยู่ตามชายแดนก็ดี หรือเด็กไทยที่นับถืออิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ดี พวกเขาเหล่านี้ถูกตัดออกจากวงจรการทำงานและโอกาสที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง ปัญหาหนึ่งที่เกิดความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในสามสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เพราะเด็กและเยาวชนไม่ได้เข้ารับการศึกษา 

เขาเหล่านั้นกลายเป็นคนว่างงาน คนที่ไม่มีโอกาส คนที่ถูกสังคมไม่ให้การยอมรับ สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากที่เขาไม่ได้รับการศึกษาจนถึงขนาดที่ทำให้สามารถเป็นพื้นฐานในการประกอบอบสัมมาอาชีพได้ แต่ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการ และเมื่อเด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานเดียวกัน พวกเขาก็มีโอกาสที่จะมีงานทำ มีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น โอกาสที่จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้มีเจตนาร้ายจะลดลง ผลิตภาพในผลผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นดอกผลที่ดีสำหรับประเทศชาติ

กฎหมายยืนยันสิทธิ หรือ Affirmative Action Act จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม