วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

ทางเลือกใหม่ ในการบริหารจัดการโรงพยาบาลรัฐ

ทางเลือกใหม่ ในการบริหารจัดการโรงพยาบาลรัฐ

การบริหารจัดการสถานพยาบาลในหลายประเทศ มีการแยกส่วนรับผิดชอบ ระหว่างฝ่ายแพทย์กับฝ่ายบริหาร

 เพราะโดยธรรมชาติและวิชาชีพ แพทย์ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อทำหน้าที่ บริหารองค์กรซึ่งเกี่ยวข้องกับบัญชี การเงิน การคลัง ทรัพยากรมนุษย์ ธุรการ พัสดุ ครุภัณฑ์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่เท่าไร ความซับซ้อนในการบริหารจัดการองค์กรก็ยิ่งมีมากเท่านั้น 

สถานพยาบาลขนาดใหญ่ในต่างประเทศ จะมีฝ่ายบริหารทั้งส่วนที่เป็นส่วนบริหารจัดการทั่วไป (Generalist) และส่วนผู้ชำนาญการบริหารเฉพาะเรื่อง (Specialist) และถือเป็นวิชาชีพแขนงหนึ่งที่ต้องมีการเรียนการสอนตามหลักวิชาการ มีแพทย์บางคนเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรได้ดีจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองและการฝึกอบรมช่วงสั้นๆบางครั้งบางเวลา เมื่อต้องมาทำหน้าที่บริหารองค์กรสถานพยาบาลขนาดใหญ่ จึงเป็นภาระหนักที่ต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ความชำนาญ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นแพทย์สังกัด กระทรวงสาธารณสุข (กสธ) หรือ สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ก็ไม่ต่างกัน เพราะต่างก็มีรากเหง้ามาจากโรงเรียนแพทย์ที่ไม่ได้ถูกฝึกเรื่องการบริหารจัดการองค์กร

ในต่างประเทศ การบริหารจัดการในโรงพยาบาลจะมีผู้รับผิดชอบโดยตรงที่ไม่ได้เป็นแพทย์ หรือมิฉะนั้นก็เป็นอดีตแพทย์หรือพยาบาลที่ไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย แต่ดูแลด้านการบริหารจัดการองค์กรเป็นงานหลัก ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลายสถาบันการศึกษาได้จัดให้มีการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการ และให้ปริญญาเฉพาะด้านที่หลากหลายแต่คล้ายกันอาทิ Master of Hospital Administration (MHA), Master of Health Services Administration (MHSA), Master of Business Administration in Hospital Management (MBA-HM), Master of Health Administration (MHA), Master of Public Health (MPH, MSPH, MSHPM), Master of Science ( MS-HSM, MS-HA) และ Master of Public Administration (MPA) 

ซึ่งทุกๆปริญญาจะอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการระดับชาติ มีชื่อว่า The Commission on the Accreditation of Healthcare Management Education (CAHME)

จริงๆแล้ว การเรียนการสอนทางด้านการบริหารจัดการนี้มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก แต่ที่ได้รับความนิยมมากสุดเป็นการเรียนในระดับปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน ทุกหลักสูตรมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่จะให้การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ จัดการเรื่องทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรให้ถูกต้องตรงกับความรู้ความชำนาญของบุคคลากรแต่ละคน เป็นไปตามเป้าหมายองค์กร 

ทั้งนี้เพราะค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการสถานพยาบาลได้เพิ่มขึ้นมาก ในระยะหลังๆ เช่นที่สหรัฐในปี 2014 สูงถึง 214,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1.43% ของ GDP ของประเทศ และในการศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการสถานพยาบาลของประเทศต่างๆรวม 11 ประเทศ ก็พบว่าเฉลี่ยสูงถึง 12% ของงบประมาณโรงพยาบาลทั้งหมด เฉพาะในสหรัฐสูงถึง 25% ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียว

บางทีอาจต้องกลับมาคิดใหม่ว่า จะดีหรือไม่ที่สถานพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของประเทศไทย ควรมีนักบริหารที่มาจากสายบริหารจัดการองค์กรมาทำหน้าที่ผู้อำนวยการบริหาร ในขณะที่แพทย์ใหญ่จะแยกไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการทางการแพทย์ ถ้าแยกกันได้ แพทย์จะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่ได้เรียนรู้ และสามารถทุ่มเทให้กับงานด้านการรักษาผู้ป่วย รวมทั้งด้านสุขภาพอนามัยตามที่มีความรู้ความชำนาญได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทน กำไรขาดทุน การจัดซื้อจัดจ้าง ว่าจ้างเลิกจ้าง การตรวจรับงานก่อสร้าง และงานอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เพราะอะไรที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะมีความรับผิดชอบตามติดไปด้วย

ถ้าเปรียบเทียบองค์กรโรงพยาบาลของรัฐ อาจถือว่าเป็นประเภทองค์กรไม่แสวงหากำไรเลย อย่างที่เรียกว่า Non-profit Organization หรืออาจสร้างผลกำไรได้บ้างแต่ไม่มากนัก ที่เรียกว่า Not-for-profit Organization ซึ่งแตกต่างองค์กรธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรสูงสุด (Profit Maximization) ความต่างนี้ ทำให้การบริหารจัดการต้องอยู่ในรูปแบบพิเศษแบบที่เรียกว่าไม่มีกำไรแต่ก็ต้องอยู่ได้ จริงๆแล้วมีการเรียนการสอนเรื่องการบริหารจัดการองค์กรที่มีลักษณะพิเศษนี้ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยเปิดสอนในบ้านเรา สาขาหลักที่เปิดสอนอาจเป็นสาขารัฐประศาสนศาสตร์ และวิทยาลัยธุรกิจหรือพวก Business School ก็มีสอนไม่น้อย 

แต่แน่นอนว่า มีผู้เรียนไม่มาก เพราะองค์กรพวกนี้เงินเดือนค่าตอบแทนต่ำกว่าองค์กรธุรกิจ แต่ในแง่ของการศึกษาเพื่อทำงานพวกนี้ถือเป็นสายตรง

ความสับสนวุ่นวายที่เกิดกับโรงพยาบาลของรัฐส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ และส่งผลถึงวิธีและกระบวนการรักษาพยาบาลที่บิดเบี้ยวเพียงเพราะต้องทำตามข้อกำหนดในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ จึงเป็นคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาหรือยังที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ของบ้านเราจะคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะถ้าปล่อยให้ กสธ. และ สปสช. บริหารจัดการอย่างที่ผ่านมา ก็อาจแก้ไขอะไรไม่ได้มากนัก 

แต่ถ้าทำกันจริงจังก็ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขเลย ซึ่งบางทีอาจจะเป็นทางเลือกใหม่ ที่ทำให้โรงพยาบาลจะต้องลุกขึ้นจัดการตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยงบประมาณจากส่วนกลางและจากรายได้เฉพาะโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งภาษีจากท้องถิ่นที่รัฐบาลจะต้องแบ่งมาช่วยด้วย การบริหารเช่นว่านี้แต่ละโรงพยาบาลจะมีอิสระที่มาพร้อมความรับผิดชอบ และไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ต้องแบ่งเฉลี่ยกำไรขาดทุน และไม่ต้องตอบสนองส่วนกลางที่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่ากระจายเงินงบประมาณ และคอยตรวจสอบการใช้งบประมาณตามเกณฑ์ที่กำหนด ที่ไม่ได้ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพมีอะไรดีขึ้น นอกจากสร้างความกดดันอย่างที่ไม่ควรจะเป็นเหมือนเช่นที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้