ตลาดการเงินในเวลานี้ คาดการณ์ไว้เกือบ 100% แล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(เอฟโอเอ็มซี) คงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ เพราะช่วงที่ผ่านมาเรียกได้ว่าน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่สมาชิกเอฟโอเอ็มซี รวมทั้งตัว ประธานเฟด “เจเน็ต เยลเลน” ให้สัมภาษณ์ในทิศทางที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับมุมมองเชิงเศรษฐกิจของสหรัฐ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายในระยะข้างหน้า
ความจริงแล้ว เฟด ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่า ในปีนี้มีความเป็นไปได้ที่ เฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง เพียงแต่ไม่มีการระบุว่าจะปรับขึ้นช่วงเวลาใดบ้าง ตลาดการเงินจึงตีความกันว่า น่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจาก เฟด อาจจะอยากรอดูความชัดเจนของนโยบายการคลังของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ว่าจะออกมาในลักษณะไหน และส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการปฏิรูปภาษี
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ความชัดเจนดังกล่าวยังไม่มีออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และดูเหมือนว่าเรื่องการปฏิรูปภาษีของทรัมป์ อาจจะถูกลากยาวออกไปจนถึงเดือนส.ค.กว่าจะเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐหลายตัว บ่งชี้ว่า เริ่มร้อนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนและราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งปรับขึ้นมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติซัพไพร์ม และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เฟดต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ย ก่อนที่ฟองสบู่รอบใหม่จะก่อตัวขึ้น
แน่นอนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ เฟด ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ ได้ส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินบาทไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อ่อนลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) เริ่มขยับขึ้นอีกครั้ง ตามทิศทางของตลาดการเงินโลก
แต่ทั้งหมดนี้ ยังไม่ควรชะล่าใจว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่โหมดของการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ เพิ่งจะแสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ว่า ตัวเขาไม่ต้องการเห็นเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามากเกินไป เพราะการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ ดังนั้นหากเงินดอลลาร์ ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทรัมป์ อาจจะมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลเรื่องเหล่านี้
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก จึงไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงดังกล่าว ยิ่งถ้าย้อนไปดูสถิติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่า จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ค่าเงินพร้อมที่จะเคลื่อนไหวผันผวนในทั้งสองทิศทาง ยิ่งมองไปในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงจากเรื่องอื่นๆ เช่น การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลายๆ ประเทศในยุโรป ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนพร้อมที่จะแกว่งตัวในทั้ง 2 ทิศทางเช่นกัน
เราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องหันมาคิดอย่างจริงจัง ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และต้องเลิกความคิดที่จะรอความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพราะเรื่องแบบนี้บอกได้คำเดียวว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน!






