ผู้นำระดับสูงจีน “เหยียบ” ทำเนียบขาวคนแรก คือนักการทูตสูงสุดของปักกิ่ง “หยางเจี๋ยฉือ”
ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของ State Council ของจีนรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง
จีนรุกทำเนียบขาวทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ต่างกับนายกฯ ญี่ปุ่นชินโซะ อาเบะ ที่เร่งรีบไปหา โดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งแต่หลังเลือกตั้งหมาด ๆ ที่ตึกทรัมป์ ณ กรุงนิวยอร์ก และตามมาด้วยการเยือนอย่างเป็นทางการที่ฟลอริด้า
ทรัมป์มาเจอรัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ
ทรัมป์แวะมาพบตัวแทนของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพื่อแสดงการให้ความสำคัญกับอาคันตุกะจากปักกิ่ง แต่ไม่ได้พูดจาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีต่างประเทศที่จะพูดจาภาษาสวยงาม กลบเกลื่อนความขัดแย้งใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากลีลาภาษาของทรัมป์ก่อนหน้านี้
หยางซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หลังจากประจำอยู่วอชิงตันในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ ยืนยันมั่นเหมาะว่านโยบายของจีนต่ออเมริกาคือ
No conflict, no confrontation, mutual respect and win-win cooperation
ไร้ความขัดแย้ง ไม่มีการเผชิญหน้า เคารพซึ่งกันและกัน และร่วมมือให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ตัวแทนจากจีนบอกว่าปักกิ่งพร้อมแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่กับสหรัฐฯ ในทุกระดับเพื่อขยายความร่วมมือและการประสานงานในทุก ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นประเด็นระหว่างสองประเทศ หรือเรื่องภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเคารพในผลประโยชน์หลักของกันและกัน
ทรัมป์บอกหยางว่าดีใจมากที่ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับสีจิ้นผิง และตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือของสองประเทศ
ภาษาของทรัมป์วันนี้แตกต่างจากที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง และสัปดาห์แรกที่เข้ามานั่งทำเนียบขาวโดยสิ้นเชิง
ตอกย้ำอีกครั้งว่าเขาคือนักธุรกิจที่ต่อรองให้ได้ประโยชน์ของตน โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักการอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนัก
ไม่เพียงแต่เจอรัฐมนตรีต่างประเทศเท่านั้น แต่หยางยังแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนรอบข้างทรัมป์ที่สำคัญ ๆ เช่นจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยประธานาธิบดีที่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาในทำเนียบขาวและมือขวาคนสำคัญคือสตีฟ แบนนอน และที่ปรึกษาความมั่นคงเฮ็ช อาร์ แมคมาสเตอร์
แปลว่าได้เจอทุกคนที่มีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดนโยบายด้านต่างประเทศและความมั่นคงของทรัมป์ต่อจีน
จังหวะวันที่หยางไปทำเนียบขาวตรงกับวันครบรอบ 45 ปีของการไปเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันที่ไปพบประธานเหมาเจ๋อตุงและลงนามใน “แถลงการณ์เซี่ยงไฮ้” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือการที่วอชิงตันยอมรับ “นโยบายจีนเดียว” ของปักกิ่ง
แน่นอนว่าฝ่ายจีนจะต้องคอยเตือนทรัมป์เสมอว่าผู้นำสหรัฐทุกคน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้รับรองนโยบายนี้มาตลอด อย่าได้เบี้ยวเป็นอันขาด
ผมมองว่าที่สีจิ้นผิงส่งหยางไปหยั่งท่าทีทำเนียบขาวก่อนเป็นก้าวย่างที่ชาญฉลาด ไม่บุ่มบ่ามเหมือนญี่ปุ่น เพราะจีนต้องการวางตัวเป็น “ผู้ใหญ่” ที่พร้อมจะต่อรองกับทรัมป์อย่างเท่าเทียมเสมอภาค แต่จะไม่ยอมให้มาแตะนโยบายจีนเดียวเพราะนั่นคือ “เสาหลัก” ของนโยบายต่างประเทศของจีน
จึงไม่ต้องแปลกใจหากหยางจะกลับบ้าน พร้อมคำเชิญจากทรัมป์ให้ผู้นำจีนมาเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ และอย่างสมศักดิ์ศรีเพื่อเป็นการเสริมภาพลักษณ์ของจีนในเวทีระหว่างประเทศ
แต่อย่าคิดว่าพอพูดจาภาษาดอกไม้แล้ว ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่จะสลายหายไป เพราะลึก ๆ แล้วทั้งสองประเทศยังมีเรื่องต้อง “เคลียร์ใจ” กันอีกมากมายหลายเรื่องนัก!






