วันนี้ “บิ๊กบราเธอร์” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะพาคณะไปตรวจเยี่ยมหน่วยงานของกองทัพเรือ
สายงานด้านการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ
วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ชัดๆ ในกำหนดการเดินทางและภารกิจก็คือ “ผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อใช้ในราชการและการพาณิชย์”
ถือเป็นการสานต่อแนวคิดการจัดตั้ง “โรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์” ซึ่งกระทรวงกลาโหมยุค พล.อ.ประวิตร จะจับมือกับจีนเพื่อเดินหน้าโครงการ
โรงงานหรือศูนย์ซ่อมสร้างฯที่ว่านี้ จะมีของทุกเหล่าทัพ ในส่วนของกองทัพเรือน่าจะเตรียมการไว้รองรับ “เรือดำน้ำ” จากจีนด้วย และการเดินทางไปสัตหีบในวันนี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณให้โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน งบประมาณรวม 3.6 หมื่นล้านบาท เข้าครม.ในวันรุ่งขึ้นเลย
เพราะล่าสุด คณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ หรือ กจด. ที่มี พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ เป็นประธาน ได้เห็นชอบรายงานผลการศึกษาและการจัดจ้างสร้างเรือดำน้ำแบบ “จีทูจี” จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบอาวุธ และส่วนสนับสนุน เป็นเงินจำนวน 1.34 หมื่นล้านบาทเศษไปแล้ว โดย กจด.ได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
สาระสำคัญที่ ครม.ต้องรับทราบ และเกี่ยวข้องกับประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเราก็คือ การก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2566 นี่แค่เรือดำน้ำลำแรกเท่านั้น เพราะตามโครงการจะซื้อถึง 3 ลำ มีแผนจะผูกพันงบประมาณถึง 11 ปี
ในรายงานของ กจด.มีแต่เรื่องดีๆ ของเรือดำน้ำรุ่น S26T ทั้งที่จะว่าไปคุณสมบัติด้านบวกที่เขียนเหมือนโฆษณานี้ ล้วนมีข้อโต้แยังที่มีน้ำหนักจากผู้รู้ทั้งสิ้น เช่น เรือดำน้ำรุ่นนี้จัดเป็น “เรือใหญ่” การซ่อนพรางจะทำได้มีประสิทธิภาพจริงหรือ เพราะทะเลอ่าวไทยค่อนข้างตื้น ส่วนเรื่องอาวุธประจำเรือ เช่น “ตอร์ปิโด” ตามเอกสารที่บริษัทจีนเสนอมาจะมีลูกตอร์ปิโด 4 ลูกเท่านั้น แต่เรือมี 3 ลำ เฉลี่ยลำละไม่ถึง 2 ลูก ขณะที่คู่แข่งที่เสนอราคามาพร้อมกัน เสนอเรือดำน้ำ 2 ลำ ตอร์ปิโด 8 ลูก (ทีแรกโครงการของ ทร.ต้องการเรือดำน้ำ 2 ลำ จีนก็เสนอ 2 ลำ แต่ภายหลังแถมให้อีก 1 ลำ ถามว่าแฟร์กับคู่แข่งหรือไม่)
ส่วนความเชื่อมั่นเทคโนโลยีจากจีน ลองย้อนไปดูเรือฟริเกต ชุดเรือหลวงเจ้าพระยา และชุดเรือหลวงนเรศวร ที่เคยซื้อจากจีน แล้วต้องเสียงบประมาณปรับปรุง-อัพเกรดกันขนานใหญ่อย่างไร ก็จะพอเข้าใจว่าควรเชื่อมั่นหรือไม่ควร
วันนี้คนในกองทัพบางส่วนเห็นค้าน แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปิดปากเงียบ (ยุคนี้ค้านได้ที่ไหน) คงรอเพียงความหวังจาก “นายกฯตู่” เท่านั้น ว่าจะกล้าหักด้ามพร้าด้วยเข่าหรือไม่






