วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฎิรูปประเทศไทย มีอะไรต้องทำบ้าง?

ในช่วงที่ผมทำหน้าที่สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช) มีสมาชิกบางท่านที่คุ้นเคยกันดีกล่าวว่า “การปฎิรูปประเทศไทยให้ทำเรื่องเดียวเลย

คือ ปฎิรูปตำรวจ” แก้เรื่องนี้ได้รับรองทุกเรื่องจะตามมาเอง ผมฟังดูก็มิได้เออออห่อหมกไปกับ

แนวคิดนี้ เพราะเห็นว่าอาจเป็นการตั้งแง่หรือมองตำรวจในมุมร้ายๆ มากเกินไป แต่ยอมรับความจริงอยู่ว่า หากสามารถ

ปฎิรูปองค์กรตำรวจและบุคคลในวิชาชีพตำรวจทั้งที่มีอยู่แล้วและที่กำลังจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กรตำรวจได้แล้ว ย่อมมีผลเปลี่ยนแปลงในเชิงความเชื่อมั่นศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของสังคมส่วนรวมมากยิ่งขึ้นอย่าง

แน่แท้” 

เอาเป็นว่า เรื่องการปฎิรูปตำรวจ จึงกลายเป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่ผมสมัครใจเข้าร่วมในฐานะสมาชิก สปช

มาถึงวันนี้รัฐบาล คสช. ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดูแลการปฎิรูปตำรวจโดยผ่านกลไกทั้งสถาบันการศึกษาของ

ตำรวจเองรวมทั้งแฝงอยู่ในกระบวนการออกแบบยุทธศาสตร์ชาติในคณะเตรียมการปฎิรูปประเทศ ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นมาไม่นาน

และอาจมีการเพิ่มเติมสมาชิกที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนกลไกต่างๆ อีกในอนาคต แต่ปัญหาหลายเรื่องที่จะต้องสะสางและต้องอาศัยความกล้าหาญและเสียสละในการเข้าแก้ไขปัญหาของผู้เกี่ยวข้องยังมีอีกมาก 

ในวันนี้ทั้งเรื่องตำรวจและเรื่องอื่นๆ ที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานนับปี ได้มองเห็นว่ากรรมวิธีในการแก้ไขเยียวยายังเป็นการกระทำที่ยังไม่สามารถเดินเข้าถึงแก่นแท้ของต้นตอแห่งปัญหาได้ กระบวนการปรองดองยังคงเป็นเรื่องที่ย้ำกันมาตั้งแต่ผมได้เข้าไปมีส่วนในการเขียนรายงานเกี่ยวกับความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ เมื่อห้าหกปีก่อน ซึ่งน่าจะประยุกต์เข้าได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่โจทย์ยังเหมือนเดิม คือ “จะทำอย่างไรให้กระบวนการปรองดองสามารถนำคู่ขัดแย้งที่แท้จริงมาสู่โต๊ะเจรจาได้”

การนำ “พรรคการเมืองต่างๆ” เข้ามาสู่กระบวนการด้วยความเข้าใจว่า ความแตกแยกทางความคิดเห็นในห้วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องการเมือง มีส่วนถูกอยู่บ้างแต่แท้จริงแล้ว ความขัดแย้งเกิดจากความไม่ลงตัวในผลประโยชน์และความไม่ไว้วางใจของแต่ละฝ่าย ซึ่งการต่อกรกันหรือวิวาทะในเรื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่ใช้ “สงครามตัวแทน” ตัวละครที่เป็น “คู่ขัดแย้ง” หรือ “คู่กรณี” ฝ่ายรัฐย่อมเป็นตัวตั้งต้นในการเจรจาฐานะที่เป็นคู่ขัดแย้งแต่อีกฝ่ายยังไม่อยู่ในวิสัยที่จะพูดคุยทำความเข้าใจแบบเผชิญหน้าต่อกันได้ด้วยเงื่อนไขและส่วนได้เสียทางการเมืองที่หากใครเพลี่ยงพล้ำ สิ่งที่เราคุ้นชินในระบบคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Zero Sum Game หรือ ใครชนะกวาดเรียบโต๊ะ ย่อมเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างมีความกังวล

การแก้ปัญหากรณีวัดธรรมกาย แม้จะดูเป็นเรื่องของลัทธิ ความเชื่อ ที่แตกแยก แต่แท้จริงแล้ว นี่คือ ตัวอย่างและบทพิสูจน์ศักยภาพของรัฐในการแก้ไขปัญหาความปรองดองได้ในขั้นหนึ่ง เพราะยืนยันได้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติไม่มีบทบัญญัติใดที่จะก่อให้เกิดการแบ่งแยกปกครองในเชิงศาสนาดังเคยมีผู้ไม่หวังดีบิดเบือนข้อเท็จจริงมากล่าวร้ายและโจมตีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อย่างไม่เป็นธรรม แต่กรณีธรรมกาย เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องทั้ง “ตัวบุคคล” รวมไปถึงลักษณะการบริหารจัดการหรือระบบที่ฟูมฟักทำให้ “ธรรมกาย” มีความแข็งแกร่งในเชิงโครงสร้างองค์กรและการสร้างศรัทธาประสาทะในหมู่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส แม้เหตุการณ์ล่าสุดที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ที่น่าจะอยู่ในเครือข่ายของผู้มีจิตศรัทธาจะนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของทุกฝ่าย แต่นี่คือ บทสะท้อนของกระบวนการปรองดองที่ไม่ใช่เรื่องง่ายต่อการจะร่นเวลาหรือเร่งรัดให้เห็นผลสำเร็จได้ในเร็ววัน ขอชมเชยมาตรการต่างๆ ที่รัฐได้นำมาใช้ในการระงับยับยั้งมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย การรอเวลาแบบที่ฝรั่งเรียกว่าwaiting game กระทั่งได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมจึงรุกไล่หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เป็นสิ่งที่ เหล่าผู้ชม คนดู กองเชียร์ของแต่ละฝ่าย ต้องให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายรัฐว่า เป็นวิธีการที่น่าจะดีที่สุดในสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ว่าจะได้ตัว “ธัมมชโย” หรือไม่ก็ตาม ประการสำคัญบ้านเมืองจะต้องมีมาตรฐานทางกฎหมายที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเคารพยำเกรงและต้องทำความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

การปฎิรูปประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เสร็จได้ในข้ามคืน แต่หากเราไม่เริ่มต้นทำอะไรนับแต่บัดนี้ ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือเวลาที่เสียเปล่าและจะทอดเวลากระบวนการให้เนิ่นนานออกไป บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อคิดและทางออกสำคัญต่อแนวทางการปฎิรูปว่า ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องไม่ยึดอัตตาตัวตนของแต่ละฝ่ายเป็นที่ตั้ง แต่ต้องมองผลประโยชน์แห่งชาติมาก่อนเรื่องอื่นใด ดังเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า ชาวญี่ปุ่นใช้ความเป็น“ชาตินิยม” มาเป็นเครื่องนำการพัฒนาประเทศอย่างได้ผล ทั้งการไม่ท้อถอยต่อปัญหา การแสวงหาทางออกในทุกทาง การวางเป้าหมายไว้ที่บ้านเมืองอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เพราะเชื่อว่าหากบ้านเมืองอยู่ได้ ตนเองย่อมอยู่ได้ ลูกหลานในอนาคตก็จะสานต่อความฝันให้แล้วเสร็จได้ 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากทุกฝ่ายลดการเผชิญหน้าและเริ่มต้นยอมรับไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ เชื่อมั่นว่าปัญหาในภาพรวมจะเบาบางลง อาจเริ่มคลี่คลายที่ปัญหาในจุดเล็กๆ แล้วพัฒนาต่อไปถึงปัญหาที่เป็นฐานสำคัญ เชื่อว่ากระบวนการต่างๆ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและสามารถปฎิรูปประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน