วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเลิกพึ่งพามาตรา 44

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557

 ให้อำนาจคสช.สามารถดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดในการบริหารประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หลายเรื่องตั้งแต่เรื่องการโยกย้ายคนและการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยล่าสุดมีการพิจารณาเรื่องสิทธิบัตรที่ค้างการพิจารณากว่า 3 หมื่นฉบับ การต่อสัญญาเอกชนรายเดิมทำพาสปอร์ตที่จะหมดสัญญา และการปฏิรูประบบการเดินรถในกรุงเทพมหานคร(กทม.) โดยจะล้มเลิกสัญญาสัมปทานทั้งหมดและจัดระบบการเดินรถใหม่

การพิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ผ่านมา เป็นไปตามคำประกาศ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ตั้งแต่ต้นว่าจะใช้อำนาจมาตรานี้เพื่อการบริหารประเทศเท่านั้นและจะมีการใช้ที่จำเป็น ซึ่งที่ผ่านมา หลายเรื่องคำสั่งตามมาตรา 44 มีการใช้ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้และทำให้การทำงานของหน่วยงานรัฐดำเนินไปอย่างราบรื่นและแก้ปัญหาอุปสรรคหลายด้านที่มีมานานจนทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่าความรวดเร็วจากการใช้มาตรา 44 ทำให้รู้สึกว่าสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงกับเป้าหมาย

การใช้มาตรา 44 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้หลายๆหน่วยงานของรัฐเริ่มเสนอเรื่องให้มีการใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน ประกอบกับกรอบเวลาการทำงานด้านการปฏิรูปประเทศ เป็นตัวกำหนดให้ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในหลายเรื่องสำคัญ ดังนั้น จึงเริ่มมีการเสนอให้ใช้มาตรานี้ในการแก้ปัญหาเข้ามาหรืออย่างน้อยก็มีแนวคิดในการใช้มาตรานี้ในการแก้ปัญหา จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขณะนี้สังคมไทยเริ่มติดใจกับคำสั่งตามมาตรา 44 ที่สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วและเด็ดขาด จนเรื่องไหนก็อยากให้ใช้มาตรการนี้

หากมองอีกด้านของการใช้คำสั่งมาตรา 44 จะเห็นว่าเกิดจากความล่าช้าการทำงานของส่วนราชการเอง อีกทั้งติดขัดด้านกฎหมายและขั้นตอนการทำงานของราชการมากมาย ซึ่งด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการเองที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและขั้นตอน ซึ่งในบางกรณีมีปัญหาที่ตัวบุคคลของส่วนราชการเองไม่เข้าใจปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีการแก้ปัญหากันตามปกติเหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งยิ่งมีการใช้มาตรา 44 มากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการทำงานของส่วนราชการมากเท่านั้น เสมือนเป็นการประจานส่วนราชการเอง

ดังนั้น แม้มาตรา 44 มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือจากนี้ไปจะทำอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลมีโครงการต่างๆมากมาย และบางเรื่องเป็นนโยบายระยะยาว เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ไขที่ขั้นตอนของราชการและบุคลากรในหน่วยงานราชการ ปัญหาการทำงานก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ยังเกิดความล่าช้าและเต็มไปด้วยปัญหามากมาย และอาจทำให้ทุกเรื่องต้องอาศัยมาตรการ 44 จนกลายเป็นว่าการทำงานของภาครัฐต้องพึ่งพาอำนาจเด็ดขาด ในขณะที่การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยกลไกของภาครัฐ

แน่นอนว่าผลดีของมาตรา 44 คือ ความรวดเร็วและตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น หากมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ผลเสียในระยะยาวคือการพัฒนาประเทศในสังคมประชาธิปไตยเราไม่อาจพึ่งพากับอำนาจในลักษณะมาตรา 44 ได้ตลอดไป แต่จำเป็นต้องมีกลไกให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเห็นว่าการใช้อำนาจมาตรา 44 ไม่ใช่ประเด็นปัญหาในตัวมันเอง แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นในระยะยาว เมื่อสังคมไทยเสพติดการใช้อำนาจในลักษณะนี้เพื่อแก้ปัญหา และการรออำนาจจากคำสั่งในลักษณะมาตรา 44 อาจไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว