มองพุทธศาสนา จากวิชาเศรษฐศาสตร์

มองพุทธศาสนา จากวิชาเศรษฐศาสตร์

ข่าวใหญ่ในช่วงนี้คงไม่มีอะไรเกิน เรื่องเกี่ยวกับสำนักธรรมกาย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

กำลังคืบคลานไปถึง ดังที่ผู้อ่านทราบดี บทความในคอลัมน์นี้มุ่งไปที่เรื่องราวทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น จึงอาจมองต่อไปได้ว่าไม่น่ามีอะไรเกี่ยวข้อง กับกรณีของสำนักธรรมกายซึ่งคนส่วนใหญ่คงมองว่าเป็นเรื่องของศาสนา อย่างไรก็ดี สาเหตุที่กฎหมายกำลังถูกบังคับใช้ในบริเวณนั้นมิใช่เรื่องเกี่ยวกับศาสนา หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาญาบ้านเมือง เนื่องจากผู้ที่มีสถานะเป็นพระของทุกศาสนาต้องบริโภคจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เรื่องของศาสนาโดยทั่วไปและกรณีของสำนักธรรมกาย ย่อมมองได้จากมิติเศรษฐกิจซึ่งมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน นั่นคือ การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกและการบริโภคสินค้าและบริการ

จากมุมมองขององค์ประกอบเหล่านั้น พระสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นผู้ผลิตบริการทางด้านจิตวิญญาณ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการอธิบายคำสอน และหลักปฏิบัติของพุทธศาสนา ดังที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกเสริมด้วยการเข้าร่วมในพิธีกรรม ตามประเพณีที่สังคมนิยมทำสืบทอดกันมา จากมุมมองนี้ จึงควรแยกพระที่บวชเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ตามประเพณีนิยมของสังคมไทยออกจากพระที่บวชเป็นเวลานาน เพื่อให้บริการด้านการอธิบายคำสอนและหลักปฏิบัติของศาสนา ซึ่งเป็นพระในเนื้อหาของบทความนี้ พระมีความจำเป็นที่จะต้องแตกฉานในด้านคำสอน และหลักปฏิบัติพร้อมกับเคร่งครัดในจริยวัตรของตนเอง 

ปัญหาในวงการพุทธศาสนาในเมืองไทย ซึ่งส่วนหนึ่งแสดงออกมาในกรณีของสำนักธรรมกาย มองได้ว่าเกิดจากพระส่วนใหญ่ไม่แตกฉานในพระไตรปิฎก อีกทั้งบางส่วนยังไม่เคร่งครัดในจริยวัตรของผู้เป็นพระแต่พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ไม่ถือสา มีคัญหามิได้เพิ่งเกิดขึ้น หากสะสมมานานเนื่องจากการบวชและการคงสถานะของการเป็นพระหละหลวมมากมาอย่างต่อเนื่อง 

กล่าวคือ ผู้ที่จะบวชเป็นพระไม่จำเป็นต้องแตกฉานในพระไตรปิฎก ก็บวชได้และยังคงสถานะของการเป็นพระไว้ได้ แม้จะมิตั้งใจแสวงหาความแตกฉานหลังจากบวชมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม พระคงสถานะของพระอยู่ได้เนื่องจากพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ ต้องการเพียงการบริการด้านพิธีกรรมเท่านั้น มิได้สนใจในด้านการแสวงหาความเข้าใจในคำสอนและหลักปฏิบัติอย่างแท้จริง 

ยิ่งกว่านั้น พุทธศาสนิกชนจำนวนมากรับได้ หรือไม่รู้เท่าทันและทำตามคำแนะนำของผู้มีสถานะเป็นพระ แม้พระเหล่านั้นจะขาดจริยวัตร และบิดเบือนคำสอนและหลักปฏิบัติในพระไตรปิฏกก็ตาม การให้บริการแบบนี้อยู่ได้เพราะผู้รับบริการไม่ถือสาซึ่งเกิดจากความศรัทธา หรืออวิชชา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน พระจะคงสถานะของพระต่อไปไม่ได้ก็ต่อเมื่อละเมิดกฎหมายของบ้านเมือง

แม้พระผู้ให้บริการทางด้านจิตวิญญาณจะทำไปตามที่ทำ ๆ กันมาโดยไม่ละเมิดกฎหมายของบ้านเมืองและผู้รับบริการจะรับได้ต่อไปแบบไร้ข้อกังขา แต่วิชาเศรษฐศาสตร์อาจมองต่อไปถึงด้านประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด (ทรัพยากรมีจำกัดจึงเกิดวิชาเศรษฐศาสตร์ขึ้น) การมองจากด้านประสิทธิภาพน่าจะเกิดคำถามจำนวนหนึ่งซึ่งขอนำส่วนที่เกี่ยวข้องกับสองประเด็นมาช่วยกันคิด 

ประเด็นแรก การให้บริการทางด้านจิตวิญญาณดังที่ทำตามกันมานั้น เหมาะสมกับโลกปัจจุบันแล้วหรือไม่ ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีนับวันจะมีอานุภาพสูงขึ้น ระดับของคุณธรรมจะต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วย มิฉะนั้น โลกจะประสบปัญหาสาหัสจนอยู่ไม่ได้ ผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งมีบทบาทสำคัญทางการปูฐานด้านคุณธรรม จะทำกันต่อไปตามที่ได้ทำกันมาไม่น่าจะพอ หากไม่พอ ควรจะทำอย่างไรกันต่อไป

ประเด็นที่สอง อาจถามเกี่ยวกับระดับของทรัพยากรที่ใช้ไปในวัดแล้ว และที่จะใช้ต่อไปในแต่ละปีซึ่งเกี่ยวกับที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและศาสนวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งพระพุทธรูป เราจำเป็นต้องสร้างวัดเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือยุบบางวัดไปในยุคที่การคมนาคมสะดวกเอื้อให้เราไปวัดไกล ๆ ได้ในเวลาอันสั้น สิ่งปลูกสร้างและศาสนวัตถุต่าง ๆ ของวัดมักมีขนาดใหญ่และจำนวนมากเกินความจำเป็นสำหรับทำศาสนกิจแล้ว เราจะมุ่งสร้างดังที่ทำกันมาอีกหรือไม่ ทรัพยกรที่ใช้ในการเพิ่มการปลูกสร้างและศาสนวัตถุต่าง ๆ นั้นจะปันไปสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนสักครึ่งหนึ่ง น่าจะเหมาะสมกว่าหรือไม่โดยเฉพาะเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านการศึกษา และความเหลื่อมล้ำที่เรากำลังเผชิญอยู่