วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเข้าใจผิด และ ข้อสังเกต เกี่ยวกับค่าขยะใหม่ 150 บาท (1)

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวตามสื่อมวลชนหลายแขนงเกี่ยวกับค่าขยะที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศ

ออกมาบังคับใช้ใหม่ ว่าจะเก็บถึงเดือนละ 150 บาทต่อบ้าน และหากชาวบ้านปฏิเสธการจ่ายก็จะถูกดำเนินคดีไปจนถึงจำคุก จากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาว่าค่าขยะใหม่นี้แพงเกินไป และบทลงโทษก็รุนแรงเกินไปเพราะการไม่ชำระค่าขยะนี้มิใช่การก่ออาชญากรรมรุนแรงใดๆ เหตุไฉนจึงต้องถึงกับมีการจำคุกกัน ตรงนี้เข้าใจว่าสังคมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันอยู่บ้างในบางประเด็น ผู้เขียนจึงขออธิบายให้ฟังถึงความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งขอถือโอกาสนี้ให้ข้อสังเกตอื่นๆไปพร้อมกัน

ข้อหนึ่ง หลักคิดตั้งต้น หลักคิดของการประกาศเก็บค่าขยะใหม่ให้สูงกว่าเดิมเป็นเพราะเดิมเก็บถูกเกินไป ถูกชนิดที่เรียกว่าทำไปขาดทุนไป และยิ่งทำมากก็ยิ่งขาดทุนมาก ดังนั้น เมื่อทำแล้วขาดทุนเทศบาลเจ้าของพื้นที่ก็ไม่สนใจที่จะทำให้ดี เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม จะเก็บให้แพงขึ้นหรือก็มีเสียงต่อต้านจากความเคยชินและความเคยตัวของประชาชน เทศบาลต่างๆจึงมิกล้าขึ้นค่าขยะเพราะจะกลายเป็นประเด็นการเมืองท้องถิ่นไป เทศบาลทุกเทศบาลจึงพร้อมใจกันหันหน้ามายังรัฐบาลส่วนกลาง ขอให้ออกกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ ให้สามารถเก็บแพงขึ้นได้ แล้วเขาจะได้เอาเกณฑ์นี้เป็นสิ่งที่ไว้อ้างอิงพิงหลัง และบอกกับประชาชนเพื่อขอเก็บค่าขยะเพิ่มขึ้น

ข้อสอง แพงกว่า 150 บาท ค่าขยะใหม่ที่ว่านั้นไม่ใช่เพียง 150 บาทต่อบ้าน แต่เป็น 150+200 หรือ 350 บาทต่อบ้านต่อเดือน ตัวเลขแรกเป็นค่าเก็บขยะและค่าขนขยะไปให้พ้นบ้านชาวบ้าน แต่เมื่อขนไปแล้วก็ต้องเอาไปกำจัดต่อ ค่ากำจัดนี้อีก 200 บาท จึงรวมเป็น 350 บาทต่อบ้านต่อเดือน มิใช่ 150 บาทดังที่หลายคนเข้าใจไปตามที่สื่อหลายสำนักได้นำเสนอไว้

ข้อสาม อัตราสูงสุด เพียงแค่ 150 บาทต่อบ้านต่อเดือนก็บ่นกันระนาวแล้ว หากเก็บมากถึง 350 บาทเทศบาลจะมิเผชิญกับแรงต้านอย่างมหาศาลหรือ คำอธิบายคือ อัตราค่าขยะ 350 บาทในประกาศฯนั้นเป็นอัตราค่าบริการสูงสุดที่ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเก็บได้ แต่การจัดเก็บจริงเชื่อว่าจะยังไม่ถึงขึ้นนั้น ซึ่งทางการจะประกาศเก็บไม่แพงนักในขั้นต้น และทยอยเพิ่มค่าขยะให้สมเหตุสมผลกับค่าใช้จ่ายจริงในภายหลัง เป็นเท่าไหร่เดี๋ยวจะเอาข้อมูลมาแจกแจงให้ดู (อยู่ในข้อหก)

ข้อสี่ คุ้มหรือไม่คุ้ม สมมุติว่าถ้าช่วงแรกนี้เทศบาลจะเก็บเพิ่มเป็น 120 บาทต่อบ้านต่อเดือน แทนที่จะเก็บกันเพียง 20-40 บาทต่อบ้านต่อเดือนอย่างที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน แล้วเรายังเห็นว่าแพงอยู่ดีหรือไม่ สำหรับประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าเราไม่ควรมองปัญหาและการแก้ไขปัญหานี้ในลักษณะว่าแพงหรือไม่แพง แต่ควรมองในแง่มุมที่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มมากกว่า เพราะหากเราเลือกที่จะจ่ายน้อยในวันนี้ แต่ภายหลังพบว่ามีสารพิษละลายจากกองขยะซึมลงไปในบ่อบาดาล แหล่งน้ำกินเกิดเน่าเสีย เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะ(ที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งและเดือดร้อนกันไปทั่ว เช่นที่แพรกษา จ.สมุทรปราการเมื่อ 2-3 ปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้ก็เกิดที่ขอนแก่นและสามโคก ปทุมธานี) มีมลพิษอากาศระบายออกมาทำให้อากาศปนเปื้อนและฝนจะชะเอาสารพิษนี้กลับมาสู่คูคลองที่เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ให้เรา กุ้งหอยปูปลาที่อยู่ในน้ำนั้นก็จะมีสารพิษปนเปื้อน กินไปแล้วอาจเป็นมะเร็งตามมา เราก็จะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูแหล่งน้ำ ค่ากรองน้ำประปา ฯลฯ แพงขึ้นในวันหลัง และความแพงที่ว่านี้จะแพงขึ้นอย่างมากมายมหาศาลจนน่าตกใจเสียด้วยซ้ำ

ถ้ารู้แบบนี้ก็ลองตรองดูเองแล้วกันว่าจะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายภายหลัง และแบบไหนคุ้มกว่ากัน

ข้อห้า ค่าโทรมือถือ เอาละ บางคนอาจยังมองไม่เห็น และเลือกที่จะจ่ายถูกในตอนนี้โดยยังยืนยันว่าค่าขยะใหม่ที่จะเก็บนี้ (ซึ่งเป็นเท่าไหร่ยังไม่รู้เพราะตัวเลขจะแปรผันไปตามอปท.ที่ตัวเองอยู่ ว่าจะกำหนดเป็นเท่าใด) แพงเกินไป ตรงนี้อยากชวนให้คิดว่าการถูกแพงนั้นบางครั้งเราก็ไม่มีเหตุผลรองรับมากนักสักเท่าไร เช่น เปรียบเทียบกับค่าโทรศัพท์มือถือก็ได้ ว่าในแต่ละเดือนเราจ่ายกันไปคนละเท่าไร จากการสอบถามมาหลายคนพบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200-800 บาทต่อหมายเลขต่อเดือน เอามาเฉลี่ยต่ออีกทีสมมติให้เป็น 400 บาทต่อหมายเลขต่อเดือน และสมมติว่าแต่ละคนมีหมายเลขเดียว รวมทั้งแต่ละบ้านมีคนอยู่เฉลี่ย 2.5 คนต่อบ้าน นั่นคือแต่ละบ้านจะจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ 2.5 x 400 =1,000 บาทต่อบ้านต่อเดือน และที่ต้องคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อบ้านเพราะค่าขยะเขาจะเก็บเป็นราคาต่อบ้าน(ไม่ใช่ต่อคน) ตัวเลขนี้จึงจะเอามาเปรียบเทียบกันได้

สมมติว่าในช่วงเริ่มต้นเทศบาลหรืออปท.จะเริ่มจัดเก็บค่าขยะรวมค่าเก็บขนและค่ากำจัดเพิ่มเป็น 120 บาทต่อบ้านต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าค่าโทรศัพท์เท่ากับ 1000÷120 หรือประมาณ 8 เท่า และตกประมาณเพียงบ้านละ 120÷30 = 4 บาทต่อวัน หรือเป็นค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่ถึง 2 บาทต่อคนต่อวัน ถ้ารู้แล้วว่าข้อมูลเป็นแบบนี้และในยุคที่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้วนี้ เรายังคิดว่าค่าขยะใหม่ที่จะเก็บนี้ยังแพงอยู่อีกหรือไม่ และคิดว่าคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ตัวเองได้รับหรือไม่ เมื่อเทียบกับค่าความบันเทิง หรืออาจมีทำงานบ้าง ที่ได้จากการเสพผ่านมือถือ ในราคาที่แพงเป็น 8 เท่านี้ เรื่องแบบนี้ก็คงต้องช่วยกันพิจารณาในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของประเทศที่นอกจากจะมีสิทธิ์แล้วต้องมีหน้าที่ประกอบควบคู่กันไปด้วย

เรื่องค่าขยะนี้หากเป็นหนังก็คงเป็นหนังยาวหลายตอนเพราะมีประเด็นที่ต้องกล่าวถึงอีกมาก ในตอนที่ 2 และที่ 3 ที่จะพูดต่อไปเราจะแจงแจงให้เห็นถึงเรื่องค่าใช้จ่ายจริงหรือต้นทุนในการจัดการขยะว่าเป็นเท่าใด และโอกาสที่ชาวบ้านอาจถูก“ทั้งจำทั้งปรับ”ว่ามีโอกาสมากน้อยเพียงไร

------------------------

ดนยภรณ์ พรรณสวัสดิ์

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ธงชัย พรรณสวัสดิ์

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย