วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมรภูมิ 'การค้าโลก' ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

สมรภูมิการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ ได้จัดงานสัมมนาเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ของสนามการค้าโลก The new landscape of global trade ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิคือ คุณปริวรรต กนิษฐะเสน ผู้บริหารทีมส่วนกลยุทธ์การต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย มาบรรยายให้ความรู้ ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจทีผมอยากหยิบยกมาแบ่งปันเสริมมุมมอง เพื่อประกอบการลงทุนดังนี้

ในอดีตเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ มีการจัดตั้งข้อตกลงเสรีการค้ามากมาย มีการจับมือเป็นกลุ่มหลายๆ ประเทศ มีการรวมข้อตกลงอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องภาษีเข้าไปด้วย เช่น European Union มีการใช้ธนาคารกลางร่วมกัน การเปิดเสรีเงินทุน และแรงงาน ฯลฯ หรืออย่างกลุ่ม AEC แถวบ้านเราก็มีการพูดถึงเรื่องเปิดเสรีการลงทุนและแรงงานด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเรื่องดีๆ ก็มีปัญหาร้อนๆ โดยวิทยากรได้ยกตัวอย่างการศึกษาของ World Bank ในเอกสารเรื่อง ‘Global Inequality’ (ความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลก) พบว่าตลอดหลายปีที่ศึกษาข้อมูล (1988-2008) นั้นกลุ่มคนที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้นคือมีรายได้เติบโตดีเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ ได้แก่กลุ่มคนชั้นกลางในประเทศเกิดใหม่อย่างจีน อินโดฯ อินเดีย บราซิล เป็นต้น (รับจ้างผลิตของส่งไปทั่วโลก) และกลุ่มคนระดับรายได้สูงสุด Top 5 percentile ในขณะที่มีผู้ได้รับความเดือนร้อน ได้แก่กลุ่มคนระดับล่างสุด (ติดกับดักความยากจนในประเทศด้อยพัฒนา) และที่น่าตกใจคือคนชั้นกลางในประเทศตะวันตกก็เป็นอีกกลุ่มที่รายได้แทบไม่โตเลย ซึ่งอาจเกิดจากการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเกิดใหม่

สิ่งนี้น่าจะเป็นที่มาของกระแสต่อต้านการค้าเสรี ต่อต้านการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน ที่นักการเมืองหยิบยกมาหาเสียงจนได้รับชัยชนะ ผลคือการตัดสินใจถอนตัวจากยุโรปของอังกฤษ (เพื่อกีดกันแรงงานอพยพ) ตลอดจนโยบายต่อต้านการค้าเสรีของ ปธน. สหรัฐฯ (เพื่อดึงการจ้างงานกลับประเทศ) ซึ่งน่าจะทำให้การค้าขายระหว่างประเทศต้องเจอกับแรงต้านจนไม่สามารถกลับมาเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกได้อีกระยะ ซึ่งเราก็เริ่มเห็นการค้าทั่วโลกแบบช้าๆ ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม โอกาสเกิดสงครามการค้าแบบเต็มตัวนั้นคงไม่ง่าย เพราะความซับซ้อนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ที่จะมาประกาศนโยบายใดๆ โดยไม่ส่งผลเสียกลับไปหาสหรัฐฯ แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 45% และจากเม็กซิโก 30% แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายที่สหรัฐฯ จะหาแหล่งผู้ผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานมากๆ มาแทนจีนและเม็กซิโกได้ ครั้นจะย้ายการผลิตมาที่สหรัฐฯ ต้นทุนค่าแรงที่สูงคงทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นส่งผลลบต่อคะแนนนิยม จีนก็อาจตอบโต้ด้วยการยกเลิกการซื้อสินค้าสหรัฐฯ เช่นเครื่องบินได้เช่นกัน และต้องไม่ลืมว่า เศรษฐีจีนนอกจากเป็นนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักแล้ว ยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ถ้าไม่มีจีนช่วยซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯก็คงสูงขึ้นกว่านี้ ส่วนเม็กซิโกที่เหมือนจะไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก แต่สินค้าส่งออกจากเม็กซิโกไปสหรัฐฯนั้น ก็มีต้นทุนชิ้นส่วนที่นำมาจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าถึง 40% การขึ้นกำแพงภาษีอาจจะส่งผลลบกลับไปสหรัฐฯ เองได้

ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจค่อนข้างเปิด คือมีมูลค่าส่งออกและนำเข้ารวมกันค่อนข้างสูง (กว่า 120% ของ GDP) ทำให้มีความเสี่ยงต่อปัจจัยลบภายนอกค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งคำแนะนำในการลงทุน ยังคงเน้นให้ลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เติบโตตามการฟื้นตัวจากปัจจัยขับเคลื่อนที่ไม่ถูกกระทบโดยเรื่องการค้ามากนัก เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ หรือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นที่น่าจะส่งผลดีต่อภาคธนาคาร ตลอดจนกลุ่มพลังงาน ที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่เป็นขาขึ้น หรือหากใครที่เป็นแฟนหุ้นกลุ่มปันผล ช่วงนี้เป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการและจะตามมาด้วยการประกาศเงินปันผล ซึ่งมักเป็นเทศกาลที่หุ้นปันผลให้ผลตอบแทนที่ดีจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุนในในช่วงนี้เช่นกัน