วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวสู่โลกที่แบ่งแยก

ขณะนี้เริ่มมีเสียงเตือน จากบรรดานักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการชั้นนำหลายคน

ว่าโลกกำลังก้าวสู่ช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และกรณีอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิท แม้ว่าการขึ้นมาของนายทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐและเบร็กซิท มักจะมองกันว่าเป็นผลมาจากกระบวนการโลกาภิวัตน์จากการค้าเสรี แต่ลึกๆ แล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยเหตุผลที่แท้จริงอยู่ที่ชนชั้นนำในทั้งสองประเทศ กังวลในเรื่องความมั่นคงและการสูญเสียสถานะของตนในโลกยุคใหม่

หากติดตามข่าวในสหรัฐในช่วงไม่กี่วันมานี้ ที่เริ่มมีผู้อพยพที่เป็นชาวมุสลิมเดินทางออกจากสหรัฐ โดยมุ่งหน้าสู่แคนาดา ซึ่งส่วนใหญ่ให้เหตุผลไปทางเดียวกันว่าเกิดจากนโยบายของนายทรัมป์ ทำให้บรรยากาศในสหรัฐเต็มไปด้วยความกลัว และเกิดความเกลียดชังระหว่างชาวอเมริกันเองกับผู้อพยพ ทั้งที่เข้าสหรัฐโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายเรื่องการกีดกันผู้อพยพเริ่มดำเนินการจริงในสหรัฐ แม้ว่าคำสั่งของนายทรัมป์ในเรื่องการเดินทางเข้าประเทศ ของประชาชนจากประเทศมุสลิมจะถูกระงับไปจากคำสั่งศาล

ประเด็นที่กังวลกันคือไม่เพียงแค่ การใช้เครื่องมือเรื่องความเชื่อทางศาสนามาใช้เท่านั้น แต่ผลที่ตามมาจากนโยบายของนายทรัมป์คือ จะทำให้เกิดการแบ่งแยกกันมากขึ้นระหว่างผู้ร่ำรวยกับคนจน ซึ่งประเด็นผู้อพยพเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยที่กังวลกันมากคือหลายๆ นโยบายของนายทรัมป์จะทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันขึ้น ทั้งในสหรัฐเองและกับประเทศอื่น ซึ่งจากเดิมสหรัฐถือว่ามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือให้ประเทศอื่นมีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น แต่ขณะนี้กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น

กรณีของเบร็กซิทก็เช่นเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นคือจะเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ในขณะที่ประเด็นความเหลื่อมล้ำก่อนหน้านั้นถูกมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาในโลกทุกวันนี้ ตั้งเรื่องกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ที่ต่อต้านสหรัฐ ไปจนถึงเหตุความวุ่นวายในส่วนต่างๆ ของโลกจากการเคลื่อนไหวและความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่สหรัฐและเบร็กซิทกำลังจะทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายมากขึ้น แทนที่จะพยายามแก้ปัญหากับประเทศอื่นๆ เพราะทั้งสองประเทศได้สร้างกำแพงปิดกั้นโดยสนใจแต่ประเทศตัวเอง

ดังนั้น ความกังวลที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือสังคมโลก อาจก้าวไปสู่ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งนี้จะเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งหมายความว่าหากประเทศมหาอำนาจของโลกยังคงมุ่งแต่สนใจเฉพาะประเทศตนเอง โดยไม่มีส่วนรับผิดชอบกับส่วนอื่นของโลก ทั้งๆ ที่การพัฒนาที่ทำให้เกิดปัญหาทุกวันนี้ก็เกิดจากระบบที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ความหวังที่จะเกิดสันติภาพบนโลกนี้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น และเมื่อทุกประเทศเสริมความเข้มแข็งเพื่อปกป้องตัวเองไปในทางเดียวกัน ก็ยิ่งเกิดความตึงเครียดมากขึ้นเท่านั้น

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าขณะนี้ยังมีเวลา ในการปรับปรุงแก้ไขนโยบายที่สร้างปัญหาให้กับสังคมโลกเพิ่มขึ้น แต่หากนโยบายเหล่านี้เดินหน้าอย่างเต็มที่แล้วก็เป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะทำให้กลับไปสู่จุดเดิมได้ เพราะลำพังสภาพปัญหาปัจจุบันก็มีความซับซ้อนอยู่แล้ว แต่เมื่อเผชิญกับแรงสกัดกั้นอันมหึมาจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงยิ่งขึ้น หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในนโยบายที่กำลังจะผลักดันออกมา แนวโน้มสังคมโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเผชิญกับความวุ่นวายมากกว่าที่ผ่านมาอย่างเลี่ยงไม่ได้