วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นโยบายกับความเป็นจริง

ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

 เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก รวมทั้งเทียบกับค่าเงินบาทของไทย เนื่องจากตลาดเงินตลาดทุน อ่านสัญญาณจากท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อทำให้สินค้าสหรัฐสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งนายปรัมป์ได้เปิด “วาทะนโยบาย” กับหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนในฐานะค้ารายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งไม่น่าแปลกใจกรณีค่าเงินหยวนของจีน เพราะเป็นประเด็นมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่สหรัฐมองว่าค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินความเป็นจริง

จากท่าทีของนายทรัมป์ที่แสดงท่าทีออกมาหลายเรื่อง ทำให้ตลาดเงินคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจะเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนอีกครั้ง เพราะตลาดย่อมตีความปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน และธนาคารกลางหลายๆประเทศก็เริ่มมองไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่ธนาคารแห่งไทย (ธปท.) ก็เตรียมประเมินผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐอย่างจริงจัง แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนในหลายๆนโยบายที่เคยประกาศไว้ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความผันผวนเกิดขึ้น ในตลาดเงินตลาดทุนโลก ยิ่งยังไม่ชัดเจนก็ยิ่งเกิดความผันผวน

ท่ามกลางความกังวลที่เกิดขึ้น ก็มีบรรดานักวิเคราะห์ยังสงสัยว่า ถึงที่สุดแล้วนายทรัมป์จะใช้นโยบายค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เป็นหัวหอกในการสร้างความยิ่งใหญ่ด้านการค้าการลงทุนของสหรัฐได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อย นโยบายค่าเงินก็ถูกกำหนดโดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งใช้นโยบายการเงินแก้ปัญหาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์มานานหลายปี จนล่าสุดในปีนี้เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งท่าทีของเฟดนี้เองทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งขึ้น แต่ดูเหมือนสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ อย่างน้อยก็ในสายตาของนายทรัมป์ และการประกาศถอนตัวจากทีพีพีของนายทรัมป์ก็เป็นสัญญาณที่ชัดว่าสหรัฐต้องการให้การเจรจาการค้าจากเดิมเป็นแบบพหุภาคีตามข้อตกลงการค้า มาเป็นแบบทวิภาคีที่มีสหรัฐมีอำนาจต่อรองมากกว่าและนั่นหมายถึงสหรัฐจะมีความได้เปรียบหากมีการต่อรองการค้าเกิดขึ้นกับประเทศอื่น

ดังนั้นหากประเมินท่าทีของนายทรัมป์ต่อนโยบายการค้าของสหรัฐ ก็จะเห็นว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของความแน่นอนที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนโลก แต่หากประเมินผลของนโยบายจริงๆก็ยังเป็นที่สงสัยว่าจะทำได้จริงหรือไม่ อย่างกรณีนโยบายค่าเงินที่กำหนดโดยเฟด ซึ่งถือว่ามีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองพอสมควร จะมีการโอนอ่อนตามนโยบายของนายทรัมป์หรือไม่ หรือแม้แต่เรื่องการถอนตัวจากข้อตกลงการค้าต่างๆของสหรัฐ และตั้งตนเป็นผู้เล่นคนเดียวในโลกนั้นจะทำได้จริงแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าโลกยุคใหม่เป็นโลกของเครือข่าย ไม่ใช่สหรัฐเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่การขยับตัวของนายทรัมป์สร้างความผันผวนให้เกิดขึ้น ก็เนื่องมาจากแต่เดิมทีคนเชื่อว่าโลกกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกระบวนการโลกาภิวัฒน์ ทั้งในเชิงการเมืองที่มีแนวคิดประชาธิปไตยเป็นหัวหอก และทางเศรษฐกิจที่มีระบบตลาดและการค้าเสรีเป็นเรือธง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ยึดถือกันมานานว่าเป็นกระแสที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และนโยบายของนายทรัมป์ที่ออกมามักจะไปขัดกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำให้ความกังวลเกิดขึ้น แต่เชื่อว่าถึงที่สุดแล้วนายทรัมป์ก็ไม่อาจต้านกระแสได้ ดังกรณีคำสั่งห้ามชาวมุสลิมจากหลายประเทศเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าโลกพัฒนามาไกลกว่าที่จะกลับไปแบบเดิมได้