วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าประมาทกับการตั้งรับ

นับตั้งแต่เข้าบริหารประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก ผู้นำคนใหม่

ก็สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นอย่างมาก จริงๆ แล้วท่าทีของผู้นำใหม่สหรัฐเรียกความสนใจได้ตั้งแต่สมัยหาเสียงแล้ว เพราะจะฉีกทิ้งของเดิมหลายอย่างแล้วจัดวางนโยบายใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่ถูกฉีกทิ้งอย่างแรกคือข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทีพีพี และจะแทนที่ด้วยการเจรจาทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี เป็นรายประเทศไป โดยข้อตกลงการค้าใหม่นี้ต้องสามารถยุติลงได้ภายใน 30 วันหากมีการทำผิดกติกา

ล่าสุดประธานศูนย์วิจัยกรุงเทพฯ แห่งสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น มองว่าการเจรจาการค้าเสรีแบบพหุภาคี เปิดโอกาสให้ทุกประเทศมีอำนาจต่อรองเท่าเทียมกัน ส่วนการเจรจาแบบทวิภาคีแบบยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งนั้น หากมีประเทศแรกยอมทำข้อตกลงกับสหรัฐด้วย จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะผู้ส่งออกของประเทศที่ยังไม่เจรจาทวิภาคีกับสหรัฐ จะไปกดดันให้รัฐบาลตัวเองเจรจาบ้าง และท้ายที่สุดประเทศอื่นๆ ก็ต้องยอมทำตามเงื่อนไขของสหรัฐ

อีกประเด็นที่ผู้นำใหม่สหรัฐรับปากไว้ตั้งแต่หาเสียง คือการลดภาษีนิติบุคคลลงเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งหากมีการนำใช้จริง บริษัทต่างๆ จะไม่ต้องเสียภาษีมากนัก ทั้งยังช่วยดึงไม่ให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานออกนอกประเทศ หรืออาจดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ด้วย สิ่งจูงใจทั้งหลายมาพร้อมคำขู่ที่ว่าธุรกิจใดย้ายฐานออกจากสหรัฐ จะถูกเก็บภาษีอย่างหนักหากนำสินค้านั้นเข้ามาขายในสหรัฐ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ หากมีการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจริง จะทำให้คนอเมริกันต้องเสียค่าสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

จะเห็นได้ว่าแนวนโยบายของผู้นำใหม่สหรัฐนั้น ยังมีความไม่แน่นอนอยู่อีกมาก โดยที่ทำลงไปชัดเจนด้านเศรษฐกิจ-การค้า คือการฉีกข้อตกลงทีพีพี ส่วนที่เหลือกำลังรอการดำเนินงาน และออกมาในเชิงของการส่งสัญญาณ ซึ่งในเรื่องนี้อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงการคลังญี่ปุ่น มองว่าผู้นำใหม่สหรัฐให้ความสำคัญกับการจ้างงานในประเทศ อันหมายความว่าต้องการหนุนการส่งออก ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องอาศัยนโยบายดอลลาร์อ่อนค่า สภาพการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หลังการเลือกตั้งสหรัฐที่ค่าเงินดอลลาร์พุ่งลิ่ว ท่ามกลางความหวังว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้นำใหม่จะผลักดันการเติบโต

ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่อีกมาก หลังจากผู้นำใหม่สหรัฐเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 เดือนพร้อมท่าทีที่แหวกแนวไปจากเดิม ทำให้ฝ่ายต่างๆ ต้องตั้งรับและประเมินทิศทางกันอย่างระมัดระวัง โดยในส่วนของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่นนั้น มีข่าวว่าผู้นำกำลังจะประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสหรัฐปลายสัปดาห์นี้ และมีแผนเสนอแพ็คเกจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ อันจะช่วยสร้างงาน และน่าจะช่วยบรรเทาเสียงวิจารณ์เรื่องการค้าหรือค่าเงินลงไปได้

ในส่วนของไทยนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำแบบจำลอง สถานการณ์ผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ อันมีทั้งในด้านบวกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือนโยบายด้านภาษี และด้านลบคือด้านการกีดกันทางการค้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่าแม้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่นในโลก ดังนั้นการประเมินแนวทางต่างๆ ไว้รองรับ จะช่วยให้ไทยสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นยามเกิดสถานการณ์ต่างๆ