วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์เดินตามก้นคนไทย?

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้เกิดข่าวพาดหัวขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่องทันทีที่เข้ารับ

ตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากข่าวพาดหัวจำนวนหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมจำพวกขาดสติของเขา หลายข่าวที่สะท้อนเรื่องราวสำคัญๆ ถูกกลบเกือบหมด เรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่งได้แก่หัวข้อเรื่องที่หายไปจากเว็บไซต์ของทำเนียบขาวทันทีที่นายทรัมป์เสร็จจากงานสาบานตน นั่นคือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศซึ่งสร้างผลเสียหายร้ายแรงมากจากภาวะโลกร้อน ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่ากิจการของมนุษย์เป็นปัจจัยที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่พวกผีโม่แป้งแย้งว่าไม่จริง

พรรคพวกของนายทรัมป์ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมันและถ่านหิน ยึดความเห็นของผีโม่แป้งเป็นหลัก เนื่องจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน สัญญานที่บ่งชี้ว่านายทรัมป์เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ได้แก่ การแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เอ็กซอนโมบิลเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีอาวุโสสูงสุด ทั้งนี้ เพราะอยู่ในลำดับ 4 ที่จะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีหากตำแหน่งนั้นว่างลงในภาวะฉุกเฉินที่ทำให้ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาต้องมีอันเป็นไป อิทธิพลของอุตสาหกรรมน้ำมันและความไม่ให้ความสำคัญแก่สิ่งแวดล้อม แสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมทันทีเพียง 3 วันหลังนายทรัมป์ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี กล่าวคือ เขาสั่งให้รื้อฟื้นการก่อสร้างท่อส่งน้ำมัน 2 สายซึ่งถูกระงับไว้เพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงรวมทั้งต่อแหล่งน้ำดื่มของชาวพื้นเมืองดั้งเดิม

ไม่กี่วันหลังนายทรัมป์ออกคำสั่งนั้น รัฐสภาก็ผ่านร่างกฎหมายให้ยกเลิกข้อบังคับเก่าอีก 3 ด้าน ซึ่งนายทรัมป์สนับสนุนเต็มที่ นั่นคือ ข้อบังคับที่ห้ามมิให้บริษัทขุดถ่านหินปล่อยปฏิกูลลงไปในแม่น้ำลำคลองและหนองบึง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มของชุมชน ข้อบังคับที่ห้ามมิให้บริษัทขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในที่ดินของรัฐบาลกลาง ปล่อยก๊าซมีเทนออกไปในอากาศ ดังเป็นที่ทราบกันดี ก๊าซนี้มีผลร้ายสูงโดยเฉพาะในด้านการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และข้อบังคับที่บริษัทพลังงานต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้แก่ข้าราชการและพนักงานของรัฐบาลต่างประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้นมองได้ว่าเป็นเพียงขั้นเริ่มต้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปพออนุมานได้ว่าจะเป็นไปในด้านการต่อต้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ทั้งนี้ เพราะนายทรัมป์ได้แต่งตั้งผู้ที่ไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเกิดจากกิจการของมนุษย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ตามด้วยผู้ที่เชื่อว่ามาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะของบริษัทพลังงานเป็นผู้บริหารขององค์การรักษาสิ่งแวดล้อม

แนวนโยบายของนายทรัมป์ถูกประณามอย่างกว้างขวางจากชาวอเมริกัน และนักเคลื่อนไหวในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม แนวการต่อต้านมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมของนายทรัมป์มิมีอะไรใหม่ เนื่องจากรัฐบาลไทยเดินนำหน้าไปก่อนนานแล้วจากคำสั่งต่างๆ รวมทั้งการใช้มาตรา 44 ยุติการบังคับใช้กฏหมายผังเมืองและการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเพิ่มเวลาให้เช่าที่ดินเป็น 99 ปี คำสั่งเหล่านี้อาจมีผลดีในระยะสั้นหากมองจากด้านการขยายตัวของการลงทุนและของเศรษฐกิจ แต่จะมีผลร้ายมากมายในระยะยาว อาทิเช่น การสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขยะใกล้ชุมชน หรือในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สีเขียว การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในย่านสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และการให้เช่าพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษยาวถึง 99 ปี ซึ่งจะมีการทิ้งและฝังขยะอุตสาหกรรมเคมีและอีเล็กทรอนิกส์ ขยะเหล่านี้จะมีผลร้ายต่อคนไทยอีกหลายชั่วคน

นอกจากนั้น กิจการบางอย่างซึ่งอยู่นอกเมืองไทยก็จะมีผลร้ายไม่ต่างกันด้วย อาทิเช่น การไม่คัดค้านการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง เรื่องนี้ทำเสร็จเมื่อไร นายทุนจีนก็จะมาตั้งโรงงานริมฝั่งแม่น้ำโขงทันที ณ วันนี้คงทราบกันดีแล้วว่า กิจกรรมในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจทำให้แม่น้ำทุกสายในจีนเป็นพิษถึงขั้นวิกฤติหมดแล้ว ต้นแม่น้ำโขงอยู่ห่างไกลทำให้ยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่รอบฝั่ง สภาพนี้จะสูญไปเมื่อเรือสินค้าขนาดใหญ่เดินได้สะดวก

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ชี้ว่า นายทรัมป์กำลังเดินไปตามแนวของไทยและจีน แนวนี้จะมีผลร้ายสูงต่ออนาคตของโลก