นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยืนยันแนวคิดการดำเนินนโยบายกีดกัน
ประชาชนจากประเทศมุสลิมบางประเทศ เดินทางเข้าประเทศเป็นเรื่องที่ถูกต้องในการป้องกันการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในภายใต้นโยบาย “อเมริกันต้องมาก่อน” ตามที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องการเมืองเท่านั้น แต่นายทรัมป์กำลังเร่งผลักดันนโยบายด้านการค้าการลงทุนในแนวเดียวกันด้วย เพื่อสร้างอเมริกันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในทุกด้านเหมือนอดีต แม้แต่ภาวะโลกร้อนเขาก็มองว่าเป็นแค่นิยายเท่านั้น
การดำเนินนโยบายยุคใหม่ของสหรัฐ ทำให้บทบาทของสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก เพราะเดินทีในประเด็นปัญหาสำคัญของโลก สหรัฐมักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำโลก แต่จากนี้เมื่อ “อเมริกันต้องมาก่อน” อย่างชัดแจ้ง ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในเรื่องอื่น หากตอกย้ำถึงผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังเดินหน้านโยบายนี้อย่างแข็งขัน โดยไม่สนใจว่าจะเกิดขึ้นอะไรบนโลกใบนี้ ขอเพียงเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเท่านั้น
ขณะนี้ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของสหรัฐยุคใหม่ มุ่งไปพิจารณานโยบายที่จะถูกประกาศออกมาเรื่อยๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่านโยบายเฉพาะหน้าของสหรัฐเพื่อพลิกฟื้นประเทศ คือ ผลกระทบต่อเนื่องในอนาคตของนโยบายดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่านโยบายในเรื่องการกีดกัน หรือการตอบโต้ทางการค้าย่อมสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการสร้างกระแสความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อสหรัฐเอง รวมถึงผลประโยชน์ของสหรัฐที่มีอยู่ทั่วโลก
การกีดกันชาวมุสลิมเดินทางเข้าประเทศ และการตอบโต้ประเทศอื่นด้วยนโยบายในลักษณะเดียวกัน กำลังสร้างสิ่งที่น่ากังวลตามมา นั่นคือ ความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในขอบเขตกว้างขวางมากขึ้นไปกว่าเดิม แม้สหรัฐดูเหมือนจะไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบมากนักจากนโยบายเหล่านี้ เนื่องจากสหรัฐมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการทหารอยู่แล้ว แต่ความเกลียดชังกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามนโยบายในลักษณะนี้ที่ประกาศออกมา ซึ่งทำให้สังคมโลกเผชิญกับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นในหลายด้าน
ความเสี่ยงที่เห็นได้คือความขัดแย้งรุนแรง และกระแสความไม่พอใจสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เกิดการตอบโต้สหรัฐ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ในครั้งนี้อาจเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น เพราะนโยบายกีดกันมีลักษณะเหมารวมชาวมุสลิมในหลายประเทศ จากเดิมที่มีคนไม่พอใจสหรัฐอยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังมากขึ้นไปอีก ซึ่งเท่ากับว่านโยบายกีดกันของสหรัฐเริ่มแบ่งแยกคนบนโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดความเกลียดชังกันมากขึ้น แทนที่จะมีนโยบายที่ช่วยให้คนเข้าใจกันมากขึ้น
เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าผลกระทบจากนโยบายเหล่านี้จะมีขอบเขตกว้างแค่ไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือได้เกิดความรู้แบ่งโลกออกเป็นสองฝ่ายมากยิ่งขึ้นระหว่างผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบ และกำลังจะสร้างธรรมเนียมใหม่ให้เกิดขึ้นคือประเทศมหาอำนาจสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่คำนึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับส่วนอื่นของโลก และเมื่อเกิดความเกลียดชังกันมากขึ้น สิ่งที่ตามมาถือว่าน่ากังวลอย่างมาก เพราะในอดีต เราได้เห็นความเกลียดชังที่คนมีต่อกันมามากแล้วและได้สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้
หากนโยบายสหรัฐไม่มีการผ่อนปรนระดับการแบ่งแยกลง โลกนับจากนี้ไป หรืออย่างน้อยอีกสี่ปี ก็จะเป็นโลกที่เข้าสู่ยุคแห่งความเกลียดชังกันมากขึ้น และผลที่ตามมาหลังจากนั้นก็ยากจะจินตนาการ ว่าจะมีการแปรเปลี่ยนความเกลียดชังเหล่านี้ไปสู่อะไร แต่จากอดีตที่ผ่านมา เมื่อคนเราเกิดความเกลียดชังกันเสียแล้ว สิ่งที่ตามมาย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์มากนัก ดังนั้น ในยุคใหม่ที่คนไทยจะเผชิญไม่เพียงแค่ความไม่แน่นอนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มเรื่องความเกลียดชังไปด้วย เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างยิ่ง






