วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงขั้นคนมะกันเรียกร้อง 'รัฐประหาร' ทรัมป์กันเลยหรือ?

ใครจะกล้าคิดว่าคนอเมริกันหงุดหงิดอึดอัด ถึงขั้นที่เรียกร้องให้ทหารออกมาก่อรัฐประหาร

 เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดี ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างโดนัลด์ ทรัมป์?

นี่เป็น Twitter ของแซร่าห์ ซิลเวอร์แมน นักแสดงตลก นักเขียน นักเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดเพศและสีผิวที่สร้างความฮือฮามาก เพราะเธอเรียกร้องให้คนอเมริกา “ลุกขึ้นต่อต้าน”และหวังว่าหากกองทัพเห็นพ้องด้วยก็น่าจะร่วมกัน “โค่นฟาสซิสต์” ลงไปเสีย

เธอไม่ได้ใช้คำว่า coup หรือ “รัฐประหาร” และไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์ตรง ๆ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันไปทั่วว่าเธอกำลังเสนอในสิ่งที่แม้ตัวเธอเองก็ไม่กล้าคิดมาก่อน

แต่วันนี้สังคมอเมริกันกำลังเปลี่ยนแปร ในแนวทางที่ผิดแผกแตกต่าง ไปจากมาตรฐานเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ

ทรัมป์ถูกมองว่าเป็น “ฟาสซิสต์” ในความหมายที่มีแนวทางขวาสุดขั้ว เผด็จการ และสถาปนาตัวเองเป็นผู้อยู่เหนือประชาชน แม้จะอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อประชาชนก็ตาม

แต่คนที่ใช้คำว่า coup อย่างเปิดเผยคือไมเคิล มัวร์ นักสร้างหนังและนักเคลื่อนไหว ที่ประกาศอย่างจะแจ้งว่าสหรัฐวันนี้กำลังอยู่ “ท่ามกลางรัฐประหารแห่งศตวรรษ 21” หากคนอเมริกันคนไหนยังไม่ตระหนักเรื่องนี้แล้วไซร้ ก็รีบตื่นจากภวังค์เสีย บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะอันตราย

มัวร์เป็นหนึ่งในคนมีชื่อเสียงมะกันไม่กี่คน ที่ทำนายก่อนการเลือกตั้งว่า ทรัมป์มีสิทธิจะชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เพราะเขารู้จักวิธีการเจาะเข้าไปสู่กลุ่มคนผิวขาวชนชั้นกลางและล่าง ที่รู้สึกตัวถูกเบียดตกจากสังคมกระแสหลัก จึงมองหา “ฮีโร่” ที่จะมาเป็นผู้ปกปักรักษาพวกเขา

มัวร์บอกว่าทรัมป์ได้ก่อรัฐประหารด้วยการเข้ายึดทำเนียบขาว ตั้งกลุ่มคนรอบ ๆ ตัวที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่ง ไม่แคร์รัฐสภา (เพราะพรรคริพับลิกันของเขามีเสียงส่วนใหญ่ทั้งสองสภา) ไม่สนผู้บัญชาการเหล่าทัพ (เอาที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่ชื่อสตีฟ แบนนอนเข้าไปนั่งประชุมทุกครั้งของสภาความมั่นคงแห่งชาติขณะที่กำหนดให้แม่ทัพนายกองเข้าประชุมเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวเองโดยตรงเท่านั้น) และกวาดล้างข้าราชการที่ไม่เห็นพ้องกับนโยบายสุดขั้วของตัวเอง

นี่ไม่ใช่เพียงแค่ “เผด็จการเสียงส่วนใหญ่” ในความหมายที่เราเคยรู้จัก หากแต่เป็นการ “รวบอำนาจ” ของทรัมป์ที่ต้องการผลักดันนโยบาย America First และขีดเส้นทำตัวเป็นศัตรูกับคนนับถือศาสนามุสลิมด้วยการห้ามคนจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐอย่างน้อย 3 เดือนและระงับนโยบายผู้ลี้ภัย 4 เดือน ยิ่งถ้าเป็นผู้ลี้ภัยจากซีเรีย มาตรการเข้มข้นคือระงับไปอย่างไม่มีกำหนด

บางคนเท้าความในประวัติศาสตร์ยุคนาซีสังหารหมู่ชาวยิว ภายใต้นโยบายการสร้างให้เผ่าพันธุ์คนเยอรมันเป็น “อารยัน” ที่พิเศษเหนือคนอื่นทั้งหมด และต้องทำลายล้างคนยิวอย่างโหดเหี้ยมทารุณ

แนวทางของทรัมป์เรื่อง America First และเหวี่ยงแหว่าคนจากบางประเทศที่นับถือศาสนาที่แตกต่าง เข้าข่ายที่จะก่อการร้ายในอเมริกาอย่างไร้เหตุไร้ผล มีความละม้ายกับแนวทางของนาซีเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไม่น้อย

บางคนบอกว่าทิศทางของทรัมป์คือการสร้างให้คนผิวขาวมะกันเป็น “อารยัน” หรือ white supremacist ยุคปัจจุบัน

ผลที่ตามมาคือเกิดเสียงต่อต้านทั้งในระดับชาวบ้าน นักศึกษา ปัญญาชนและศิลปินอย่างกว้างขวางในอัตราที่ไม่เคยเกิดมาก่อน

ล่าสุด ดาราสาวคนดัง Angelina Jolie เขียนบทความลง New York Times วิพากษ์นโยบายกีดกันผู้คนต่างศาสนาอย่างตรงไปตรงมา

เธอบอกว่านโยบายของทรัมป์อ้างว่าจะช่วยให้คนอเมริกันปลอดภัยขึ้น แต่ผลในทางปฏิบัติจะออกมาสวนทางกัน เพราะหากทรัมป์เดินหน้าผลักดันนโยบายกีดกันคนต่างชาติเช่นนี้จะทำให้ชีวิตคนอเมริกันอันตรายกว่าเดิม

 ขณะที่ Elon Musk แห่ง Tesla Inc และ SpaceX ยืนยันว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษาของทรัมป์ จะเข้าประชุมคราวหน้าพร้อมกับแสดงความเห็นคัดค้านนโยบายเรื่องคนเข้าเมืองของทรัมป์อย่างชัดเจน

เขาบอกว่ามีคนตำหนิเขาที่ยังไม่ลาออกจากเป็นที่ปรึกษาทรัมป์ แต่อีลอน มัสก์ยืนยันว่าเขาอยู่ต่อเพื่อพยายามแสดงจุดยืน คัดค้านเรื่องนี้ให้ทรัมป์ได้รับรู้ ซึ่งน่าจะมีผลดีกว่าการทิ้งตำแหน่งไปเฉย ๆ

ยังไง ๆ ทหารมะกันก็คงไม่ลุกขึ้นมารวมตัวกัน “ก่อรัฐประหาร” เพราะจะเป็นเรื่องที่ผิดหลักผิดฝาผิดตัวอย่างรุนแรง แต่เชื่อเถอะว่าหากทรัมป์ไปปรับวิธีคิดและแก้ไขนโยบายอื้อฉาวทั้งหลาย คนอเมริกันไม่น้อยก็สามารถสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่จะ “จัดการ” กับทรัมป์ได้

ไม่เชื่อคอยดู