รัฐบาลใหม่ของสหรัฐ มาพร้อมท่าทีและนโยบายที่แหวกแนว และแปลกแตกต่าง
ไปจากรูปแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่สมัยหาเสียงที่ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน ประกาศว่าจะฉีกข้อตกลงการค้าเสรี อย่างความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทีพีพี และหยิบข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟตา ขึ้นมาเจรจาใหม่ ทั้งยังลั่นวาจาว่าจะตราหน้าจีนว่าบิดเบือนค่าเงิน โดยนับถึงขณะนี้ผู้นำสหรัฐได้ลงนามถอนตัวออกจากทีพีพีไปแล้วตามที่ลั่นวาจาไว้ พร้อมเล็งที่จะเจรจาเงื่อนไขนาฟตาใหม่ แต่การตราหน้าจีนว่าบิดเบือนค่าเงินนั้น ไม่ได้เกิดขึ้น
แม้เมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว ผู้นำใหม่สหรัฐอาจยังไม่ได้ หรือไม่ได้ทำทุกอย่างตามที่ประกาศไว้ เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบหลายด้าน แต่ท่าทีของผู้อยู่ร่วมในรัฐบาลใหม่สหรัฐ ดูเหมือนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากการที่ประธานสภาการค้าแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์สื่อในทำนองวิพากษ์วิจารณ์เยอรมนีว่าฉวยโอกาสที่เงินยูโรอ่อนค่า เอาเปรียบประเทศคู่ค้า ทั้งในสหภาพยุโรปและสหรัฐ สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ดูเหมือนว่าการตำหนิคู่ค้าอย่างเปิดเผย เป็นแทคติกที่กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของรัฐบาลใหม่สหรัฐ
แน่นอนว่าท่าทีดังกล่าวสร้างความวิตกให้แก่หลายฝ่าย แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศส ยังวิจารณ์สหรัฐว่าการตัดสินใจหลายอย่างของรัฐบาลใหม่สหรัฐ ทำให้ระเบียบการค้าโลกตกอยู่ในความเสี่ยง พร้อมเตือนว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาย้ำเตือนว่าการกีดกันการค้าเป็นทางออกที่แย่ที่สุด ด้านการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด เตือนว่ากระแสการลงทุนทั่วโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% ปีนี้ ถูกบดบังจากความไม่แน่นอน ท่ามกลางกระแสหวาดวิตกเกี่ยวกับลัทธิกีดกันการค้า โดยความไม่แน่นอนต่างๆ จะทำให้ภาคธุรกิจพากันชะลอแผนการลงทุนออกไป
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เป็นสถาบันล่าสุดที่ระบุว่าแม้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชีย สามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง อันทำให้แนวโน้มระยะสั้นสดใส แต่เอเชียยังเผชิญความเสี่ยงหลายประการ หนึ่งในนี้รวมถึงกระแสกีดกันการค้า ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะอาจส่งผลกระทบมาถึงประเทศต่างๆ ในเอเชียได้เช่นกัน ทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีความไม่แน่นอนสืบเนื่องจากแนวทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ ยังไม่ชัดเจน ซึ่งความไม่แน่นอนหลายอย่างเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดความผันผวนทางการเงินในอนาคตอันใกล้ขึ้นได้ ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงควรรักษาความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างระมัดระวัง และรักษาทุนสำรองสกุลต่างประเทศไว้ในระดับสูง เพื่อรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้
ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ทำการค้ากับสหรัฐ รวมถึงกับอีกหลายประเทศในโลก ดังนั้นหากกระแสกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น จนกระทบต่อการค้าในโลก หรือกระทบต่อประเทศคู่ค้าของไทย ก็อาจทำให้ไทยต้องพลอยได้รับผลกระทบในทางอ้อมไปโดยปริยาย ดังนั้นการรักษาความเข้มแข็งพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และเพิ่มการรับมือในด้านอื่นๆ ไว้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงที่สภาพการณ์ต่างๆ ในโลก ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอาจส่งผลพวงมาถึงไทยได้ในที่สุด






