วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พร้อมเพย์จุดเริ่มต้นสังคมไร้เงินสด

แล้วก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการพร้อมเพย์ (PromptPay) ส่าหรับ “บริการโอนเงินระหว่างบุคคล

กับบุคคล” พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 27 ม.ค.2560 ซึ่งโครงการดังกล่าว นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแผนงาน National ePayment อย่างเป็นทางการ ก่อนจะต่อยอดไปสู่โครงการอื่นๆ ในอนาคต 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินภาพที่จะเกิดขึ้น และผลกระทบที่เกี่ยวข้องหลังจากนี้ (ดูภาพประกอบ)

พร้อมเพย์ : โครงการที่เปลี่ยนโฉมโครงสร้างระบบการชำระเงินของไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โครงการพร้อมเพย์ที่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลในอัตราที่ถูกลงมาก จนถึงไม่มีค่าบริการเลย เมื่อเทียบกับค่าบริการการโอนของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน คงกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมา นิยมการช่าระเงิน/โอนเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของแผนงาน National e-Payment ที่ต้องการลดการใช้เงินสดในระบบการเงินไทย 

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของการปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด “Cashless Society” ตามที่คาดหวังจากโครงการ National e-Payment คงอยู่ที่การเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ทั้งในด้านความเชื่อมั่นต่อระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ซึ่งทางการมีกฎหมายก่ากับควบคุมอีกชั้นหนึ่ง) รวมถึงการเพิ่มความคุ้นเคยให้กับผู้ใช้บริการ ผ่านการออกแบบ User Interface ให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และเหมาะสำหรับ ทุกเพศทุกวัย ซึ่งปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ผนวกกับความพร้อมของระบบการช่าระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์และเครือข่าย การชำระเงินส่าหรับรองรับธุรกรรมจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่สนับสนุนให้การใช้ธุรกรรมการเงินของลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนการใช้เงินสดอย่างในปัจจุบัน

พร้อมเพย์: สัดส่วนครึ่งหนึ่งของคนทำงานลงทะเบียนกับโครงการพร้อมเพย์แล้ว ทั้งนี้ จาก ข้อมูล ณ ธ.ค.2559 พบว่า ผู้ลงทะเบียนในโครงการพร้อมเพย์เบื้องต้นมีจำนวนราว 18 ล้านคน คิดเป็น 48% ของผู้มีงานทำซึ่งถือเป็นสัญญาณอันดีที่บ่งชี้ถึงการยอมรับนวัตกรรมของผู้บริโภค โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า โครงการ “พร้อมเพย์” จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค ในแง่ของการประหยัดต้นทุนการโอนเงินและ ชาระเงิน โดยทุกๆ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นทดแทนการใช้จ่ายผ่านเงินสด จะช่วยลดต้นทุนทาง การเงินให้กับผู้บริโภคมากกว่า 30% โดยเฉลี่ย รวมถึงมีส่วนช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดของระบบ การเงินไทยในภาพรวม 

พร้อมเพย์ : ผลต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ปี 2560 น่าจะอยู่ในช่วง ประมาณ 3.1-3.6 พันล้านบาท แต่ผลบวกสุทธิทางเศรษฐกิจจากโครงการพร้อมเพย์ในระยะ 10  ปี จะมี มูลค่าไม่ต่ ากว่า 1.9 พันล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมจากการโอนเงินและการเรียกเก็บเงินคิดเป็น สัดส่วนราว 11.9% ของรายได้ค่าธรรมเนียม ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ (ซึ่งราว 5% เป็นรายได้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพร้อมเพย์) และเป็นสัดส่วน 2.4% ของรายได้รวมทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในกรณีพื้นฐาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ราว 3.1-3.6 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานอัตราการยอมรับนวัตกรรมของผู้ใช้บริการ (Adoption Rate) ในปีแรกของโครงการพร้อมเพย์ที่60% 

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมนั้น คาดว่าเมื่อโครงการพร้อมเพย์เดินหน้าอย่างเต็มที่แล้ว คงสร้างผลบวกสุทธิต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะ 10 ปีข้างหน้าได้ไม่ต่ำกว่า 1.9 พันล้านบาทต่อปี คำนวณจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค และการลดลงของต้นทุนการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ (ตามการเปลี่ยนจากธุรกรรมเงินสดไปสู่ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นทุนถูกกว่า) หักลบกับการ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี ในช่วงปีแรกๆ มูลค่าทาง เศรษฐกิจดังกล่าว อาจจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากยังอยู่ในระยะแรกของการลงทุนและ ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ 

ในระยะถัดไป เมื่อโครงการพร้อมเพย์สำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล (P2P) ด่าเนินการ ได้อย่างราบรื่นแล้ว คงจะเห็นการเชื่อมต่อระบบพร้อมเพย์ระหว่างบัญชีของนิติบุคคลกับนิติบุคคล (B2B) บัญชีนิติบุคคลกับลูกค้าบุคคล (B2C) และบัญชีลูกค้าบุคคลกับนิติบุคคล (C2B) ที่จะตามมาในอีกไม่นาน พร้อมๆ กับการขยายเครือข่ายร้านค้ารับบัตร หรือเครื่องEDC/MPOS ตลอดจนการผลักดัน e-Tax Invoice กับ e-Receipt ตาม โครงการ National e-Payment 

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสดช้าหรือเร็วเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างของระบบการช่าระเงินไทย และ Adoption Rate ของผู้บริโภคเป็นส่าคัญ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ3 มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปที่ ประมาณ 50% ได้ภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2569 จากปี 2560 นี้ที่น่าจะมีสัดส่วนราว 30% เท่านั้น

ส่วนการใช้เงินสดและเช็ค ของลูกค้าที่ ปัจจุบันมีสัดส่วน 70% จะปรับลดลงเหลือต่ำกว่า 50% ขณะที่โจทย์หลักของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อจากนี้ นอกจากจะเน้นไปที่การสร้างความ เชื่อมั่นต่อระบบ และกระตุ้นให้มีการทำธุรกรรมผ่านโครงการนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลดต้นทุนธุรกรรมให้ มีความชัดเจนขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็คงต้องผลักดันนวัตกรรมบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ และค่าธรรมเนียมประเภทอื่นๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะแรกจากโครงการพร้อมเพย์ รวมถึงสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง 

นอกจากนี้ ธนาคารแต่ละแห่งยังต้องวางแนวทางบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ อาทิ สาขา หรือ ATM ที่อาจมีบทบาทลดลง รวมถึงพัฒนาทักษะความสามารถ (Upskill) ของพนักงานที่เกี่ยวข้องให้ตอบโจทย์ ทิศทางผลิตภัณฑ์และบริการ ที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นได้ในอนาคต

------------------

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย