ข้อพิพาทระหว่างแพทย์พยาบาลและผู้เสียหายทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบัน
แท้จริงแล้วไม่ใช่เพิ่งเกิด เพียงแต่เป็นเรื่องที่ถูกเก็บกดไว้จากความต่างทางสังคม แต่เมื่อสังคมเริ่มเปิดกว้างขึ้น ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น การแสดงออกถึงความเห็นต่างและการเรียกร้องก็เกิดขึ้น และเมื่อไม่ได้รับการตอบรับจากอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเพียงพอ ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีการแสดงออก ถึงขั้นที่เป็นข้อพิพาท เป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลดังที่เห็นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคู่กรณีแล้ว ดูเหมือนจะเกิดคำถามกับบุคคลที่สามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นผู้พิจารณาตัดสินคดีความในศาล แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคู่กรณี แต่การพิจารณาคดีที่มีผลทำให้คดียุติก็มาจากกระบวนการยุติธรรมที่มีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง การพิพาทที่เกิดขึ้นจากคู่กรณีจึงไม่ได้จบแค่คู่กรณี แต่จะมีผลกระทบกว้างไกลไปถึงกรณีอื่นๆที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเดียวกัน และถ้าเป็นบรรทัดฐานที่สังคมไม่ยอมรับ การโต้แย้งก็จะยังเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ ผลก็คือคู่กรณีที่ต่างก็มองว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ เพราะเหตุที่ผู้ให้ความยุติธรรมยังไม่มีความเข้าใจอย่างเพียงพอในเหตุแห่งข้อพิพาท การพิจารณาตัดสินจึงไม่ทำให้คู่พิพาทยอมรับอย่างสิ้นเชิง
บริบทของสังคมไทยมีความแตกต่างจากสังคมต่างประเทศในหลายประการ ในบางศาสตร์บางเรื่องมีความลึกซึ้งเกินกว่าที่วิญญูชนคนธรรมดาจะเข้าใจได้ ทำให้การพิจารณาคดีที่เน้นความเท่าเทียมและเป็นธรรมสำหรับวิญญูชนคนทั่วไปอาจจะไม่พอเพียง เรื่องข้อพิพาททางการแพทย์เป็นตัวอย่างหนึ่ง จึงอาจพูดได้ว่าผู้เกี่ยวข้องในคดีมิได้จำกัดแค่คู่กรณี คือฝ่ายแพทย์พยาบาลผู้ถูกกล่าวหา และฝ่ายผู้ที่คิดว่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลในฐานะผู้กล่าวหา แต่ยังมีฝ่ายผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ประกอบไปด้วยตำรวจ อัยการ ทนายความ และศาลยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่ชอบ (Due Process) ไม่ได้จำกัดแค่ดำเนินการตามขั้นตอนวิธีพิจารณาความตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเป็นธรรม แต่ต้องมีศักยภาพเพียงพอที่สามารถทราบว่าอย่างไรจึงถือว่าเป็นธรรม ปัญหาก็คือจะทำอย่างไรให้คนสามฝ่ายนี้มีความเข้าใจตรงกัน และยอมรับในความเป็นจริงว่าเรื่องการรักษาพยาบาลนี้ไม่มีคำตอบเดียว ไม่มีการรักษาพยาบาลใดที่จะทำให้อาการป่วยหายขาดจากโรคใดโรคหนึ่งได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเต็มร้อยทุกครั้ง เพราะหายหรือไม่หายเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ต่างกับวิชาชีพอื่น ไม่มีวิชาชีพใดที่กล้าพูดว่าสามารถแก้ไขทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการแก้ไขปัญหานั้นเป็นการแก้ไขเฉพาะเรื่อง เฉพาะกิจ เฉพาะกรรม และก็อาจจะเกิดขึ้นใหม่อีก เป็นเช่นนั้นทุกวิชาชีพ
บุคคลากรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องพร้อมที่จะรับฟังและรับรู้ถึงข้อจำกัดว่า การรักษาพยาบาลผู้ป่วยนั้นเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ยังต้องมีการค้นคว้ากันอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเป็นศาสตร์ที่ไม่แน่นอนเต็มร้อยก็จะมีข้อจำกัดมากมายหลายอย่างในการรักษาพยาบาล และไม่ว่าจะจำกัดด้วยสาเหตุใดที่ทำให้การรักษาพยาบาลนั้นสุดวิสัยที่จะทำได้ดีกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพ ด้านความรู้ความสามารถสติปัญญา ด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่ หรืออื่นใด ที่ทำให้การดำเนินการที่เป็นไปตามหลักวิชาชีพต้องถูกจำกัด เมื่อถึงทางตัน นั่นคือจุดสิ้นสุดที่ไม่สามารถทำให้ดีกว่านั้นได้ กระบวนการยุติธรรมต้องมองตรงนี้ให้ทะลุ เพราะถ้าผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเองมองปัญหาอย่างผิวเผินดังเช่นคดีความทั่วไปก็จะไม่สามารถทำให้ข้อพิพาทนั้นยุติได้อย่างเป็นธรรมสำหรับคู่กรณี
สำหรับผู้เสียหายนั้น ทุกคนเข้าใจได้ถึงความรู้สึกสูญเสียและเสียหาย เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใด ก็เป็นเรื่องปกติที่จะถามหาความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะมองว่าอะไรหรือใครที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่บุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกตั้งคำถามว่าท่านได้ทำหน้าที่ดีที่สุดหรือยัง และเมื่อเป็นเรื่องของปุถุชนคนธรรมดา ย่อมต้องมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนมากบ้างน้อยบ้าง เรื่องนี้จึงอาจถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น และถ้ามีความสามารถสืบสาวเชื่อมโยงได้ มีความเป็นเหตุเป็นผลกันพิสูจน์ได้ ก็ยิ่งทวีน้ำหนักให้น่าเชื่อยิ่งขึ้น ทั้งๆที่สาเหตุแห่งความสูญเสียอาจเกิดจากสาเหตุอื่นใด แต่สิ่งเหล่านั้นอยู่นอกเหนือศักยภาพที่จะพิสูจน์ได้ ถึงแม้อาจจะใช่ แต่เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ การเอาผิดจึงตกอยู่กับสิ่งที่เห็น ที่ฟัง ที่สัมผัสได้ เท่านั้น
บุคคลที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม จะต้องมีศักยภาพที่จะเข้าใจกระบวนการรักษาพยาบาลและข้อจำกัดเช่นว่านั้น ทนายความที่ดีก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้เสียหายมาปรึกษานั้น มันมีขีดจำกัดอย่างไร การที่ทนายความไม่ทราบและรวมถึงแม้จะทราบ แต่ก็เห็นแก่ค่าจ้างว่าความทำคดี เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขเช่นกัน แม้ว่าจะยากลำบาก สภาทนายความเองก็เป็นสภาวิชาชีพที่ดูแลเรื่องนี้ แต่ก็มีขีดจำกัดที่จะดูแลได้ทั้งประเทศ นี่เป็นปัญหาหนึ่ง
อีกปัญหาหนึ่งคือศาลยุติธรรม ที่จะต้องมีศักยภาพในการเข้าใจระบบและกระบวนการรักษาพยาบาลในทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และเมื่อไม่เข้าใจเพราะเป็นเรื่องของผู้อยู่ในวิชาชีพ ก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม เพราะเพียงแค่การฟังพยานผู้เชี่ยวชาญของคู่กรณีที่มานำสืบในคดีจะไม่เพียงพอและไม่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่ง พยานผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากเป็นองค์คณะก็จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจ เปรียบเสมือนคณะลูกขุน (The Jury) ในการพิจารณาคดีอาญาของประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ถ้าการทำงานของผู้เชี่ยวชาญเป็นไปอย่าเข้มแข็ง ยุติธรรมและเต็มความสามารถ เช่นนี้ การยุติธรรมก็จะเดินหน้าได้ ซึ่งแม้ผู้แพ้หรือชนะคดีจะพอใจหรือไม่พอใจ แต่การยุติอย่างเป็นธรรมจะทำให้สังคมยอมรับ ในทางกลับกัน ถ้ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ณ ขั้นตอนใด สังคมก็คงตรวจสอบ และเชื่อว่านับวัน สังคมจะเข้ามาตรวจสอบมากขึ้น
เรื่องพฤติกรรมมนุษย์ที่อยู่ในสังคม กฎระเบียบวิธีการที่กำหนดไว้ในสังคมเป็นเพียงกติกาที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกอย่างเหมือนเดิมตลอดเวลา เมื่อประเทศเราเริ่มต้นมีการรักษาพยาบาลโดยแพทย์แผนใหม่ หากย้อนดูประวัติศาสตร์ จะพบว่าหมอบรัดเลย์ที่กว่าจะให้สังคมยอมรับก็ใช้เวลาไม่น้อย เมื่อยามที่สังคมขาดแคลน อะไรที่ช่วยได้แม้เพียงนิดหน่อย ก็เห็นเป็นมือจากสวรรค์ แต่เมื่อพัฒนามากขึ้น รู้มากขึ้น ก็คาดหวังมากขึ้น และเมื่อมีความคาดหวังมากขึ้น ก็ยิ่งมองจุดบกพร่องจากคนอื่นมากขึ้น จนบางครั้งก็มองข้ามจุดบกพร่องที่เกิดจากตัวเอง ถ้าลองถามกลับไปว่า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อนเจ็บป่วย ความเจ็บป่วยนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ ก็แสดงว่าส่วนหนึ่งที่ท่านเจ็บป่วยก็เพราะท่านทำตัวของท่านเองด้วย
บางที อาจจะต้องมีการสังคายนาครั้งใหญ่ ระหว่างแพทยสภา องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งสามฝ่ายซึ่งเป็นเสาหลักของปัญหานี้ เรื่องพวกนี้เป็นพฤติกรรมทางสังคม เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง และยังมีกิเลศ อีกทั้งความผิดพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ลองนึกดูกว่าประเทศหนึ่งจะยิงจรวดส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้ เขาต้องคำนวณโอกาสผิดพลาดไม่ให้เกิดไม่ใช่แค่ 0.01 หรือหนึ่งในร้อยแต่อาจเป็น 0.0001 หรือหนึ่งในหมื่น แต่ก็ยังเกิดการระเบิดเสียหายได้ เรื่องนี้ไม่มีทางแก้ได้ทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องยอมรับความจริง
------------------
ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร
นักวิชาการอิสระ






