วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซีอีโอเตรียมรับมือ โลกยุคใหม่

จากผลสำรวจ PwC’s20th Annual Global CEO Survey ครั้งที่ 20

 ที่ใช้ในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ณ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นซีอีโอทั่วโลกจำนวน 1,379 คนใน 79 ประเทศ โดยในจำนวนนี้เป็นซีอีโอจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 7 ประเทศ ที่แสดงความเห็นต่อความเชื่อมั่นของซีอีโออาเซียน ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้บริษัทในปีนี้ลดลงจากปีก่อน สวนทางกับซีอีโอโลกที่ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น โดยพบว่า มีซีอีโออาเซียนเพียง 28% ที่เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีกว่าปีก่อน ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ 39% ถือเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2557 ขณะที่ซีอีโอโลก 29% เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีกว่าปีก่อน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 27%

ผลสำรวจพบว่า 3 ปัจจัยหลักที่ซีอีโออาเซียนมองว่า เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจและนโยบาย ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ 83% ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน 82% และกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดมากเกินไป 78% ความเชื่อมั่นของซีอีโอในภูมิภาคอาเซียนปีนี้ ถูกกดดันจากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตัวและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนที่เน้นไปที่การบริโภคและบริการมากขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำทั่วโลก รวมทั้งแนวโน้มการส่งออกและอัตราผลผลิตที่ยังคงชะลอตัว นอกจากนี้ ความกังวลจากกระแสลัทธิคุ้มครองทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลต่อการตัดสินใจทำธุรกิจของผู้บริหารในแถบนี้ด้วยเช่นกัน

ผลสำรวจระบุด้วยว่า ความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้ ของซีอีโออาเซียนในปีนี้ยังลดลงอีกด้วย โดยมีผู้นำธุรกิจอาเซียน 32% เท่านั้นที่เชื่อว่า รายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เปรียบเทียบกับปีก่อนที่ 38% โดยมองว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อการเติบโตของธุรกิจที่ 88% ตามด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป 82% และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 80%

อย่างไรก็ดี ผู้นำธุรกิจอาเซียนมองว่า 3 อันดับตลาดน่าลงทุนที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตได้ในปีนี้ ได้แก่ จีน 43% รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา 28% และอันดับที่สาม คือ อินโดนีเซีย 22% ขณะที่ 3 กลยุทธ์หลักที่จะช่วยผลักดันให้อัตราการทำกำไรของบริษัทเติบโต ได้แก่ แผนการเติบโตด้วยทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัทที่ 82% ตามด้วย แผนการลดต้นทุน 67% และแผนการหาพันธมิตรหรือกิจการร่วมค้า 62%

ขณะเดียวกัน ผู้นำธุรกิจอาเซียนต่างตระหนักดี ถึงการเข้ามาของดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจ โดยซีอีโออาเซียนที่สำรวจ เห็นตรงกันว่า ดิจิทัลจะมีส่วนสำคัญมากในกำหนดเป้าหมายขององค์กรและจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม วัฒนธรรม และพฤติกรรมขององค์กร นอกจากนี้ ผู้นำธุรกิจอาเซียนเกือบ 60% ต่างระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีได้เข้ามาพลิกโฉม หรือส่งผลกระทบต่อการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และ 72% คาดว่า เทคโนโลยีจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ระยะต่อไป ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ จะเข้ามามีอิทธิพลกับการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ซึ่งซีอีโอมากกว่าครึ่งระบุว่า ได้เริ่มศึกษาแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกลแล้ว ขณะที่ซีอีโออีก 39% กำลังพิจารณาผลกระทบจากการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่อทักษะของแรงงานที่ต้องการในอนาคต

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ ซีอีโอต่างต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงการป้องกันภัยจากโลกไซเบอร์ ซึ่ง 63% ของซีอีโออาเซียน (เปรียบเทียบกับ 55% ของซีอีโอโลก) ต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา การละเมิดข้อมูลความเป็นส่วนตัวและจริยธรรม ขณะที่ 52% ระบุว่าต้องรับมือกับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ และ 48% ประสบปัญหาระบบไอทีขัดข้องและอื่นๆ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ซีอีโอไทยทั้งภาครัฐและเอกชนก็พึงตระหนัก และขับเคลื่อนให้ทันความก้าวหน้าของโลก