วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดาวอสกำลังกลายพันธุ์?

สัปดาห์นี้ เมืองดาวอสเป็นเวทีให้เศรษฐีจากภาคธุรกิจและผู้นำทางการเมืองพบกันอีกครั้ง

เพื่อหาทางลดปัญหาของโลก เฉกเช่นเมื่อปีที่ผ่าน ๆ มา บรรดานักคิดและผู้นำขององค์กรเอกชนได้รับเชิญด้วย ประเด็นที่เป็นข่าวพาดหัวก่อนเปิดเวทีปีนี้ได้แก่ รายงานของออกซ์แฟมซึ่งสรุปว่า มหาเศรษฐี 8 คน ครอบครองทรัพย์สินมากกว่าของคนที่ไม่ค่อยมีทรัพย์สินถึง 3.6 พันล้านคน ในบรรดามหาเศรษฐีกลุ่มนี้ 6 คนเป็นชาวอเมริกัน ประเด็นนี้รวมกับประเด็นที่เป็นข่าวพาดหัวในช่วงปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดสิ่งที่น่าพิจารณาอีกมาก

ในเบื้องแรก ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนรวยกับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การดำเนินชีวิตได้รับการยืนยันด้วยผลการวิจัยอีกครั้งว่าเลวร้ายขึ้น ประเด็นนี้เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง หนังสือเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำของชาวฝรั่งเศสเรื่อง Capital in the Twenty-First Century จึงขายดีจนติดลำดับ 1 ในทำเนียบหนังสือขายดีของ นสพ. นิวยอร์กไทมส์ ก่อนหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาไม่นาน นักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลโจเซฟ สติกลิตซ์ ออกมาเตือนอย่างแรงถึงปัญหาสาหัสที่จะตามความเหลื่อมล้ำมาในหนังสือชื่อ The Price of Inequality: How Today's Divided Society Endangers Our Future แม้จะเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง แต่บรรดาผู้นำทางการเมืองยังไม่ทำอะไรอย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้น แนวโน้มบ่งว่าดาวอสจะกลายเป็นอีกเวทีหนึ่งซึ่งผู้นำไปพ่นน้ำลายใช้วาทกรรมคำโตๆ จนทำให้เวทีนี้เริ่มไม่ต่างกับเวทีใหญ่ๆ ในกรอบขององค์การสหประชาชาติ

ก่อนเปิดเวที ศ.คลอส ชวาบ ผู้ก่อตั้งและขับเคลื่อนเวทีได้ให้นิตยสารไทม์สัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์นั้นมีประเด็นที่นิตยสารนำคำตอบสั้นๆ มาเสนอหลายประเด็น อาทิเช่น ความไม่แน่นอนสูงของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ได้แก่จีนและสหรัฐหลังชาวอเมริกันเลือกนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ความขุ่นข้องหมองใจอย่างกว้างขวางของชนชั้นล่างที่เลือกบุคคล เช่น นายทรัมป์เป็นผู้นำและออกเสียงให้สหราชอาณาจักรดีดตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยมองข้ามความชั่วร้ายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ศ.ชวาบบอกว่าเขาไม่วิตกกับเรื่องเหล่านี้ เพราะเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้และคนรุ่นใหม่จะไม่เหมือนผู้ใหญ่ในปัจจุบันในแง่ที่จะไม่แสวงหาความร่ำรวยเป็นที่ตั้งแต่จะหาทางเกื้อหนุนสังคม

ผมอ่านข้อคิดของ ศ.ชวาบแล้วใจหาย ทั้งนี้ เพราะหากชนชั้นผู้นำยังคิดว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้หมด ปัญหาของโลกจะมีความสาหัสยิ่งขึ้น ณ วันนี้ ชนชั้นผู้นำยังไม่ตระหนักสักนิดว่าเทคโนโลยีมีข้อจำกัดพร้อมกับนำคำสาปแฝงมาด้วยอย่างไรยากที่จะบอกให้คนทั่วไปตระหนัก ส่วนเรื่องคนรุ่นใหม่ ผมยังมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวในแนวของรุ่น “ฮิปปี้” ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน เห็นแต่คนหนุ่มสาวที่เป็นทาสของเทคโนโลยีใหม่จนถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้ผมมองว่าดาวอสกำลังจะกลายเป็นเวทีที่ไร้ค่ายกเว้นของเศรษฐี ที่ไปกระชับความสัมพันธ์เพื่อร่วมกันครองโลก

รายงานของออกซ์แฟมจะกระตุ้นต่อมสำนึกของเศรษฐีเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ยากที่จะอนุมาน ข้อมูลบ่งว่าในบรรดามหาเศรษฐีอเมริกัน 6 คน ที่ออกซ์แฟมเอ่ยถึงนั้น 5 คน ได้เริ่มบริจาคทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังให้คำมั่นสัญญาว่า จะบริจาคอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินในโอกาสหน้าอีกด้วย เรื่องนี้นำโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ซึ่งสัญญาว่าจะบริจาคถึงร้อยละ 99 ตามด้วยบิล เกตส์ซึ่งจะบริจาคร้อยละ 95 สองคนนี้ได้ชักชวนเศรษฐีอีก 152 คน ให้เข้าร่วมโครงการบริจาคอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินสำเร็จแล้ว รายชื่อของเศรษฐีเหล่านี้อาจเปิดดูได้ที่เว็บไซต์ https://givingpledge.org จะเห็นว่าในกลุ่มนี้ไม่มีเศรษฐีที่นายทรัมป์เสนอให้เป็นรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียว ชนชั้นล่างที่หวังพึ่งนายทรัมป์จะเริ่มสงสัยอะไรบ้างหรือไม่ยังบอกไม่ได้ในตอนนี้ อย่างไรก็ดี นิตยสารสำหรับชนชั้นเศรษฐี เช่น ฟอร์บส์ออกมาชี้แล้วว่าพวกเขาน่าจะผิดหวัง

เนื่องจากเราคงพึ่งผู้นำทางการเมืองได้ยาก จึงอยากเชิญชวนผู้ที่มองว่าโลกมีปัญหาให้ออกมาเคลื่อนไหวในแนวของเครือข่ายผีเสื้อกระพือปีก นั่นคือ หากทำอะไรในด้านการช่วยแก้ปัญหาได้ ทำทันทีแม้จะไม่มีใครเห็นก็ตาม