วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอบามาแคร์ของสหรัฐ กับประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย (4)

นโยบายภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ การแก้ไขปัญหาระบบ

สุขภาพประชาชนคงไม่เกิดขึ้นถ้ายังมีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณ เพราะโรงพยาบาลที่รับภาระโดยตรงในการให้บริการไม่สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายได้เอง การได้รับงบประมาณรายหัวทำให้เกิดการเกลี่ยงบประมาณ ทำให้เกิดความสับสนยุ่งยากในการจัดสรรและไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที การที่มีงบประมาณจำกัดทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาพยาบาล อาทิการฟอกไต ที่แทนที่จะใช้ระบบฟอกเลือดที่มีความปลอดภัยมาก กลับต้องใช้ระบบฟอกหน้าท้องที่มีความปลอดภัยต่ำ ผลก็คือผู้ป่วยจำนวนมากต้องเสียชีวิตเกินกว่าที่ควรจะเป็น การส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลขนาดเล็กทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเสียชีวิตเกินกว่าที่ควรจะเป็น การขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ทำให้การรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลขนาดเล็กมีข้อจำกัด แพทย์ไม่กล้าตัดสินใจให้การรักษาพยาบาล เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาดจากข้อจำกัดเหล่านี้ก็จะถูกผู้เสียหายทางการแพทย์ฟ้องร้องดำเนินคดี และแม้ว่าจะมีกฎหมายช่วยเหลือเยียวยาในกรณีถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ก็ไม่ทำให้คดีสิ้นสุด การฟ้องร้องในศาลยุติธรรมทำให้เกิดภาวะท้อแท้กับแพทย์พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มที่แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุม ในที่สุดแพทย์พยาบาลจำนวนหนึ่งจะลาออก ทำให้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์พยาบาลเพิ่มขึ้น

การปฏิรูปการคลังและงบประมาณในระบบประกันสุขภาพคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การให้โรงพยาบาลเสนองบประมาณรายจ่ายถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะโรงพยาบาลเป็นด่านหน้าที่รองรับความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการ ระบบวิธีการงบประมาณแบบเริ่มต้นจากศูนย์ (Zero-based Budgeting) น่าจะเป็นประโยชน์เพราะสามารถตรวจสอบได้โดยตรงโดยสำนักงบประมาณ งบประมาณที่ได้รับจากส่วนกลางจะต้องส่งตรงไปโรงพยาบาลซึ่งเป็นหน่วยงานรับงบประมาณ งบประมาณจะไม่รั่วไหลระหว่างทาง ทั้งนี้ นอกเหนือจากข้อกล่าวหาที่หน่วยงานที่ดูแลด้านงบประมาณมีการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับโรงพยาบาลและวิธีการรักษาพยาบาลตามความต้องการ

ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การประกันสุขภาพจะไม่อยู่แค่การรักษาพยาบาล แต่จะรวมถึงการป้องกันและสุขภาวะของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ ผู้สูงอายุที่มีสภาวะติดเตียง หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่จะต้องอยู่คนเดียว รายจ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐสูงขึ้นจาก 127,000 ล้านบาท ในปี 2545 เป็น 388,000 ล้านบาท ในปี 2555 จากระบบประกันสุขภาพภาครัฐ ที่สูงกว่าอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP

สุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานที่ส่งผลถึงสติปัญญาคนรุ่นใหม่ ความแข็งแรงของผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในฐานะที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพมารดาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จะมีความสำคัญมากขึ้น ผลกระทบจากสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นจะส่งผลให้ประเทศมีแรงงานที่มีคุณภาพ มีผลิตภาพมากขึ้น ปัญหาแรงงานและสภาวะการว่างงานลดลง สภาวะการไม่มีงานทำลดลง ภาคการผลิตมีความสามารถในการแข่งขัน การเจริญเติบโตของประเทศเป็นไปอย่างมั่นคง ประชาชนมีความเชื่อมั่น

ระบบโอบามาแคร์ของสหรัฐกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการอุดช่องว่างที่ประชาชนไม่มีหลักประกันสุขภาพ ประเทศไทยมีความล้ำหน้าประเทศสหรัฐด้วยซ้ำที่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2545 ในขณะที่ประเทศสหรัฐเพิ่งมีโอบามาแคร์ในปี 2553 ระบบประกันสุขภาพมีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศจึงมักมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะนักการเมืองย่อมหวังคะแนนเสียงจากนโยบายที่ถูกใจประชาชน แต่เราก็ไม่ควรติดหล่มการเมืองเพราะเรื่องสุขภาพอนามัยไม่ใช่เรื่องการเมือง

น่าจะถึงเวลาที่ระบบงบประมาณเพื่อโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องกลับมาทบทวนใหม่ ว่าจะปล่อยให้หน่วยงานกลางดูแลควบคุมงบประมาณโดยไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชนที่ใช้บริการ หรือจะให้โรงพยาบาลที่เป็นผู้ให้บริการประชาชนโดยตรงเป็นผู้ทำและเสนองบประมาณขึ้นมา และส่วนกลางจัดงบประมาณลงสู่โรงพยาบาลในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับงบประมาณเหมือนเช่นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับงบประมาณโดยตรงจากกระทรวงการคลังในขณะนี้

--------------------

ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

นักวิชาการอิสระ