หลังจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างน่าผิดหวังมาหลายปี
รวมถึงเมื่อปีที่แล้วที่การเติบโตอยู่ในระดับเพียง 2.3% มาในปีนี้แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้ที่ระดับ 2.7% ทั้งนี้จากการคาดหมายของธนาคารโลก ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ปัจจัยที่หนุนนำการเติบโต คือราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัวขึ้น อันช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อประเทศที่ส่งออกน้ำมัน ประกอบกับภาวะถดถอยในบราซิล อาร์เจนตินา และรัสเซียยุติลง สำหรับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะโต 1.8% ปีนี้ จาก 1.6% ปีที่แล้ว ส่วนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 4.2% ปีนี้ จาก 3.4% ปีที่แล้ว
สำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างสหรัฐนั้น คาดว่าจะขยายตัว 2.2% ปีนี้ จาก 1.6% ปีที่แล้ว โดยการวิเคราะห์รูปแบบการลดภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคลตามที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐระบุไว้ช่วงหาเสียง น่าจะผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 0.3% ปีนี้ นอกจากนั้น การทุ่มใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานตามที่หาเสียงไว้ จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่าการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของสหรัฐจะเป็นผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก
ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก อย่างจีน คาดว่าจะขยายตัว 6.5% ปีนี้ และ 6.3% ปีหน้า จาก 6.7% ปีนี้ ซึ่งนับเป็นการชะลอตัวอย่างมีทิศทางที่ดีในช่วงของการปรับโครงสร้าง จากการพึ่งพาการส่งออกหันไปเน้นการบริโภคในประเทศ อันทำให้เศรษฐกิจลดลงจากที่เคยขยายตัวถึง 10% ด้านเศรษฐกิจอินเดียซึ่งเติบโตสูงลิ่ว ก็คาดว่าจะยังขยายตัวในระดับสูง คือ 7.6% ในปีนี้ จาก 7% เมื่อปีที่แล้ว สำหรับประเทศอื่นอย่างยูโรโซนก็คาดว่าจะขยายตัว 1.5 ปีนี้ และ 1.4% ในปีหน้า ญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตในระดับ 0.9% ปีนี้ และ 0.8% ปีหน้า
ในกรณีของไทยนั้น ธนาคารโลกคาดว่าจะเติบโตได้ 3.2% ปีนี้ และเพิ่มเป็น 3.3% ในปีหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวก็สอดคล้องกับที่นายสมคิด จตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวได้ 3-4% พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น อีกทั้งในปี 2560 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากในปีก่อนรัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการขับเคลื่อนโครงการสำคัญไปพอสมควร ทั้งเรื่องของแนวคิดโครงการ กฎหมาย และงบประมาณสนับสนุน
ในปีนี้ นายสมคิดมองว่าเศรษฐกิจไทยมี 6 ปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนเรื่องการเมือง สินค้าเกษตรราคาปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก สถานการณ์การส่งออกมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่จะดีขึ้นหลังมีประธานาธิบดีคนใหม่ การใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น
หากไทยอาศัยปัจจัยในช่วงที่ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน อันจะทำให้ประเทศมีฐานหรือเกราะป้องกันที่ดี หากต้องเผชิญความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่อาจมาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ในปีนี้






