'ฟื้นตัวต่อเนื่อง' แต่ปัจจัยไม่แน่นอนเพียบ!
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองในประเทศ ผสมกับความผันผวนของการเมืองสหรัฐ ที่จะมีผลกระทบกว้างไกล
ในภาพรวม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ บอกในแง่บวกว่าเศรษฐกิจไทยปี 2017 จะ “ฟื้นตัวต่อเนื่อง”
ปีที่ผ่านมา คาดว่าอัตราโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพีน่าจะอยู่ที่ 3.2% และปีใหม่นี้ “ก็ไม่น่าจะแกว่งจากปีที่ผ่านมามากนัก”
ภาพรวมของปีที่ผ่านมามีปัญหาจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกไม่ฟื้น การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนใหม่ๆ ไม่เพิ่ม และการปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” จากจีน (ที่จำเป็นต้องทำ) ก็ทำให้การท่องเที่ยวชะงักไป
ปีใหม่นี้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” หากไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายในระดับโลก
ดร.วิรไทบอกว่าขณะนี้ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่เป็น “พระเอก” ที่จะกระตุ้นให้เกิดความฟื้นตัวแรง ๆ ได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยบอกว่าแนวโน้มปี 2017 ครึ่งปีแรกอาจยังฟื้นตัวช้า ส่วนครึ่งปีหลังอาจกระเตื้องขึ้นหากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ที่ประมูลแล้วหลายโครงการเริ่มก่อสร้างได้ และหากสามารถเร่งรัดเบิกจ่ายงบกลางปีได้
หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าครึ่งปีแรกยังมีปัจจัยลบที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา นั่นคือจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจจะยังหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงตรุษจีนของปีก่อน อีกทั้งการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
และแน่นอนว่าจะต้องเฝ้าระวังนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ว่าจะมีผลต่อการส่งออกจากไทยไปสหรัฐเพียงใด หากเขาเดินหน้านโยบายปกป้องตนเอง วางมาตรการกำแพงภาษีการนำสินค้าเข้าและดึงให้ธุรกิจสหรัฐ ที่ย้ายฐานไปต่างประเทศกลับบ้านเพื่อสร้างงานในประเทศ
ไม่เพียงแต่ตลาดสหรัฐเป็นปัญหาเท่านั้น เรายังต้องเฝ้ามองแนวโน้มชะลอตัวเศรษฐกิจของประเทศ ที่ซื้อสินค้าจากไทยเช่นจีน ญี่ปุ่น และยูโรโซนอีกด้วย
ปัจจัยทางลบที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือความผันผวนตลาดการเงินของโลก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย เมื่อก่อนสิ้นปี และส่งสัญญาณว่าจะพิจารณาปรับขึ้นอีกสามครั้งในปีนี้
ผลพวงจากการที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit จะเริ่มชัดเจนในปีนี้ ผลกระทบจะเบาหรือแรงเพียงใดยังไม่มีใครประเมินได้ชัดเจน ต้องเห็นของจริงก่อน
เสถียรภาพเศรษฐกิจจีนและการปรับเปลี่ยนระดับนำในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วงไตรมาสสามของปีนี้ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะนับวันจีนก็ยิ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงของภูมิภาคนี้และทั่วโลก
ความกังวลต่ออัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ ผสมผสานกับราคาน้ำมันดิบโลก ที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้
อีกด้านหนึ่งก็ต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยในประเทศว่าจะขยับขึ้นตามสหรัฐหรือไม่ อีกทั้งความต้องการระดมทุนเพิ่มเติมของภาครัฐในปีนี้ จะดันให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือไม่ และอัตราเงินเฟ้อจะขยับไปในทิศทางขาขึ้นหรือไม่
ความเป็นห่วงเกี่ยวกับ NPLs (non-performing loans) หรือ “สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” ในระบบธนาคารก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์เกาะติดเพื่อประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจไทย
หากเชื่อตามการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย NPLs ในปีนี้ยังมีโอกาสขยับขึ้นอีก และคาดว่าจะแตะระดับสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ที่ประมาณ 3% ของสินเชื่อทั้งระบบก่อนที่จะขยับลดลงตามลำดับ
ดูภาพรวมปีใหม่นี้สำหรับคนไทยทั้งประเทศก็ยังต้องใช้คำว่า “ระแวดระวัง” และ “ห้ามประมาทเป็นอันขาด”






