วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจาะรายงานลับ : ปูติน สั่งแฮ็คมะกันช่วยทรัมป์?

ถ้าใครเอาเรื่องนี้ไปทำหนังฮอลลีวู้ด ผมยังไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ ในโลกได้...

แต่ “สงครามจารกรรม” ระหว่างอินทรียักษ์กับหมีขาวยุคนี้ สามารถสร้างความตะลึงพรึงเพริดเกินความคาดหมายได้จริง ๆ

ทันทีที่ผมได้เห็นรายงาน “ข่าวกรองลับ” ของรัฐบาลสหรัฐในช่วงสุดสัปดาห์ ที่มีข้อสรุปชี้นิ้วกล่าวหาว่าผู้นำรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้บงการให้ปฏิบัติการตามแผนเจาะล้วงความลับ ระบบคอมพิวเตอร์สหรัฐ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อช่วยโดนัลด์ ทรัมป์ชนะฮิลลารี คลินตัน ผมก็พลันต้องพลิกไปที่ประโยคหัวใจของดราม่าเรื่องนี้ทันที

“We assess Russian President Vladimir Putin ordered an influence campaign in 2016 aimed at the US presidential election. Russia’s goals were to undermine public faith in the US democratic process, denigrate Secretary Clinton, and harm her electability and potential presidency. We further assess Putin and the Russian Government developed a clear preference for President-elect Trump. We have high confidence in these judgments…”

อ่านแล้วเหมือนดูหนังสายลับยุคสงครามเย็น มากกว่าที่จะเป็นเอกสารทางการของ “สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ” หรือ Office of the Director of National Intelligence ที่ยืนยันมั่นเหมาะเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าผู้นำของประเทศที่ถือว่าเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ มาช้านาน กล้าสั่งการให้เจาะระบบการเลือกตั้งของตนอย่างนี้

รายงานนี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่ชี้นิ้วไปที่ปูตินและรัฐบาลรัสเซีย และสำทับด้วยประโยคที่ว่า “เรามีความมั่นใจอย่างสูงในการใช้วิจารณญาณสรุปเช่นนี้”

รายงานเรื่องนี้ฉบับเต็มยังเป็น “ความลับสุดยอด” อยู่ แต่ที่เปิดเผยออกมาเป็นฉบับย่อที่สร้างความฮือฮาและอื้อฉาวไปทั่วโลก

มือวิเคราะห์ข่าวกรองระดับชาติของอเมริกาใช้คำว่า “influence campaign” เพื่อกล่าวหาว่าปูตินได้สั่งให้มี “แผนปฏิบัติการเพื่อก่อให้เกิดอิทธิพล” ต่อการเลือกตั้งของสหรัฐ

เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ

ในภาวะปกติแล้ว เรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และร้ายแรงมาก เพราะนี่คือการกล่าวหารัสเซียว่ามาแทรกแซงการเมืองระดับชาติและกระบวนการเลือกผู้นำเพื่อให้ใครชนะเลือกตั้งโดยไม่คำนึงว่าประชาชนคนอเมริกันเองจะเลือกใครเป็นผู้นำของเขา

แต่สถานการณ์ในอเมริกาวันนี้ไม่ปกติ เพราะแม้ว่าจะมีรายงานนี้ออกมาแล้ว และแม้ว่าระดับนำของหน่วยข่าวกรองทั้งหมดจะปิดประตูบรรยายสรุปเพื่อให้ข้อมูลเบื้องลึกของเรื่องนี้ให้ทรัมป์ฟังแล้ว ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนนี้ก็ยังแสดงความสงสัยคลางแคลงถึงข้อสรุปนี้อยู่ดี

ทรัมป์บอกว่าเรื่องกล่าวหารัสเซียว่าแฮ็กระบบคอมฯของสหรัฐเพื่อผลักดันให้ผลการเลือกตั้งไปทางใดทางหนึ่งตามที่มอสโควอยากเห็นนั้นเป็นเพียงเรื่อง “ไล่ล่าแม่มด” หรือ witch-hunt ซึ่งแปลว่าเขาไม่เชื่อว่าปูตินหรือรัฐบาลรัสเซียทำอย่างนั้นจริง เป็นแค่การสร้างเรื่องเพื่อจะหาแพะเท่านั้น

ข่าวกรองมะกันอ้างว่ารู้ชื่อของ “ตัวเชื่อม” (go-betweens) ที่เอาอีเมลที่สายลับรัสเซียเจาะล้วงจากฮิลลารีและคนรอบข้างไปส่งให้อัสซานจ์

แต่ทรัมป์ยังออกมายืนข้างเจ้าของ Wikileaks ที่ชื่อจูเลียน อัสซานจ์ที่อ้างว่าสำเนาอีเมลมากมายก่ายกองที่เกี่ยวกับฮิลลารี คลินตันที่เขาเปิดโปงนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวโยงกับรัสเซียในส่วนใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานทรัมป์เคยประณามจูเลียน อัสซานจ์อย่างดุเดือดรุนแรงมาแล้วว่าเป็นผู้กระทำการที่สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐ

ไม่แต่เท่านั้น ทรัมป์ยังปล่อยข่าวผ่านคนใกล้ชิดว่ากำลังคิดจะ “ยกเครื่อง” ระบบกลไกข่าวกรองทั้งหมดเมื่อเขาเข้าไปนั่งทำเนียบขาวหลังวันที่ 20 มกราฯนี้ เท่ากับเป็นการกดดันผู้บริหารองค์กรหน่วยข่าวกรองปัจจุบันทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐที่ดูเหมือนจะไม่เดินตามแนวทางที่เขาต้องการมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งแล้ว

ผมคาดว่าวงการข่าวกรองไม่ว่าจะเป็นสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติหรือ CIA หรือ FBI รวมไปถึงกระทรวงความมั่นคงภายในและกระทรวงกลาโหมจะต้องปั่นป่วนไม่น้อยเมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่งและดำเนินนโยบายต่อรัสเซียไปคนละทิศทางกับที่เขาต้องการ นั่นคือยื่นมือแสดงความเป็นมิตรกับปูติน กดดันจีนและยกเลิกความร่วมมือพหุภาคีกับทั่วโลกที่เคยทำไว้

วันนี้ ปูตินคงจะยิ้มเยาะโอบาในฐานะที่เป็นผู้มีชัยชนะ เหนือผู้นำสหรัฐคนที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง

มิหนำซ้ำคนอเมริกันไม่น้อยก็ยังมองว่าทรัมป์กำลังจะเป็น “ลูกไล่” ของปูตินเท่านั้นเอง

อย่างนี้โลกจะไม่ผันผวนปรวนแปรได้อย่างไร?