เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ตั้ง “เหยี่ยวต่อต้านจีน” อย่าง Peter Navarro
เป็นหัวหน้าหน่วยงานใหม่ในทำเนียบขาว เพื่อกำกับดูแลนโยบายการค้า ปักกิ่งก็ย่อมจะต้องลุกขึ้นมาปักหลักตั้งรับอย่างร้อนรน
เพราะนักเศรษฐศาสตร์คนนี้เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่กล่าวหาจีนว่าเป็นประเทศที่ “ปั่น” อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้อ่อนกว่าเป็นจริงเพื่อเอาเปรียบคู่ค้า มีนโยบายการค้าที่ฝ่าฝืนกติกาและผลิตสินค้าที่คนเอาไปใช้แล้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่ทรัมป์ใช้หาเสียงเพื่อปลุกเร้าคนอเมริกัน ให้ต่อต้านจีนและให้เลือกเขามาบริหารประเทศเพื่อ “เผชิญหน้ากับจีน” ตามชื่อของหนังสือเล่มนี้
ปีเตอร์ นาวาร์โรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศจาก University of California วิทยาเขต Irvine เมื่อเตรียมจะนั่งประกบประธานาธิบดีอย่างใกล้ชิดเช่นนั้นก็ย่อมทำให้เกิดความหวาดระแวง และกังวลในหมู่ผู้นำจีนว่าแนวคิดต่อต้านจีน ย่อมเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์
หนังสือเรื่อง “Death by China : Confronting the Dragon-A Global Call to Action” ไม่เพียงแต่วิพากษ์ว่าจีนกระทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ต้อง ด้านการค้าต่อสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งโลกลุกขึ้นมาร่วมมือกันต่อต้านจีนในประเด็นเหล่านี้ด้วย
หนังสือเล่มนี้ถูกใจคนอเมริกันจำนวนหนึ่งที่หา “แพะ” มารับผิดชอบต่อปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ ยิ่งพอมีคนเอาไปสร้างเป็นหนังสารคดี ก็ยิ่งแพร่กระจายความรู้สึกต่อต้านจีนกว้างขวางขึ้นไปด้วย
มีหรือที่ทางการปักกิ่งจะอยู่นิ่งเฉย เมื่อได้ยินว่านักวิชาการคนนี้กำลังจะมีอิทธิพลในการวางนโยบายการค้าของทรัมป์
หนังสือพิมพ์ของทางการจีน Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงภาษาอังกฤษ ที่มีหน้าที่ปะฉะดะกับใครที่ไม่ชื่นชมจีน ในเวทีระหว่างประเทศก็ตั้งการ์ดสูงทันทีว่า
“การที่โดนัลด์ ทรัมป์เลือกนายนาวาร์โรให้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่านโยบายการค้าของสหรัฐ ที่มีต่อจีนจะเปลี่ยนไป ซึ่งอาจรวมถึงการควบคุมสินค้านำเข้าจากจีน หรือเพิ่มกำแพงภาษีให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องธุรกิจในสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการค้าระหว่างอเมริกากับประเทศอื่นๆ”
ไม่แต่เท่านั้นโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หัว ชุนหยิง ก็ออกมาสำทับย้ำถึงความสำคัญของการมี “ผลประโยชน์ทางการค้าร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งยังส่งผลต่อสันติภาพและความมั่นคงของทั่วโลกด้วย”
หลายกระแสในจีนออกมาเตือนว่าถ้าสหรัฐภายใต้ทรัมป์สร้างปัญหาทางการค้ากับจีน จีนก็จะตอบโต้อย่างสาสมเช่นกัน
ระหว่างหาเสียง ทรัมป์กล่าวหาจีนว่าทำตนเป็น “ผู้แทรกแซงค่าเงินหยวน” ทำให้คู่ค้าเสียเปรียบ และหากจำเป็นเขาจะตั้งกำแพงภาษี 45% สำหรับสินค้าจากจีน ไม่รอช้านายนาวาร์โรก็กระโดดออกมาเชียร์ข้อเสนอนี้อย่างคึกคัก
คำถามที่ตามมาก็คือว่า หากเป็นเช่นนี้จะเกิดสงครามการค้า ระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสองประเทศหรือไม่?
บางคนเชื่อว่าทรัมป์เป็นนักธุรกิจและนักต่อรอง มีความภูมิใจที่ตัวเองเป็น “deal-maker” ที่ มักจะเสนอให้มีการเจรจาต่อรองในเรื่องต่างๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบของตัวเอง ส่วนภาษาดุ ๆ แรง ๆ ที่ใช้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เท่านั้น ไม่ได้เอาจริงเอาจังแต่อย่างใด
แม้ทรัมป์จะยังไม่เข้านั่งทำเนียบขาวจนกว่าจะถึงวันที่ 20 มกราคมปีหน้า แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณของมาตรการที่แข็งกร้าวบางอย่างแล้ว เช่น การยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลกเกี่ยวกับภาษีที่ปักกิ่งกำหนดไว้สำหรับสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐ รวมถึง ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด ซึ่งทางสหรัฐ อ้างว่าเป็นผลร้ายต่อเกษตรกรอเมริกัน
ไม่แต่เท่านั้นผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้ใส่ชื่อเว็บไซต์ขายปลีก Taobao ของ Alibaba ของมหาเศรษฐีแจ๊ค หม่าไว้ในบัญชีดำรายชื่อตลาดที่มีการขายสินค้าปลอมแปลงอย่างแพร่หลายแล้วเช่นกัน
“เหยี่ยว” เจอ “มังกร” คงจะต้องหยั่งเชิงกันระยะหนึ่งก่อนจะประเมินว่าใครจะหาญกล้าท้ารบเปิด “สงครามการค้า” กันจริง ๆ






