วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนไทยต้องตายบนท้องถนนอีกเท่าไหร่?

ถ้าเราสรุปบทเรียนกรณีโศกนาฏกรรม “รถตู้ 25 ศพ” ช่วงปีใหม่ไม่ได้อย่างเร่งรัดและจริงจัง

 ก็เตรียมรับข่าวร้ายผู้คนตายบนท้องถนน เกลื่อนกลาดอีกครั้งในช่วงตรุษจีนจากนี้อีก 3 สัปดาห์และสงกรานต์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

หากเรามองหาแต่ปลายเหตุ ไม่มุ่งไปที่ต้นเรื่องของปัญหา เราก็จะต้องมานั่งตั้งคำถามเดิม ๆ ว่า “ทำไมคนไทยตายบนท้องถนนอันดับต้น ๆ ของโลก?”

หลังเกิดเหตุการณ์รถตู้วิ่งข้ามเกาะชนรถกระบะที่วิ่งสวนมาอีกทางหนึ่ง ไฟไหม้รถทั้งสองคัน ตาย 25 คน ก็มีการกล่าวถึงสาเหตุต่าง ๆ ของเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนี้เช่น

คนขับหลับใน เพราะทำงานหนัก นอนไม่พอ ต้อง “ควบกะ” หรือ “ทำรอบ” เพื่อหารายได้ให้กับทั้งตัวเองและเจ้าของรถ

ประเทศอื่นเขาไม่ใช้รถตู้เป็นรถขนส่งสาธารณะ เพราะรถประเภทนี้ไม่ได้สร้างให้คนโดยสาร แต่ใช้เพื่อส่งของ จึงมีประตูเพียงประตูเดียว พอเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารก็ไม่สามารถหนีออกมาได้ทันกาล

รถตู้มีขนาดเล็ก ผู้โดยสารที่ต้องการจะใช้บริการมีมาก จึงแออัดยัดเยียดกันในรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย อีกทั้งไม่รัดเข็มขัดกันให้พร้อมเพรียงอีกด้วย

ขาดการตรวจสอบคุณคุณภาพของเชื้อเพลิงที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือแก๊สอย่างจริงจัง ทำให้เกิดระเบิดและไฟไหม้ เพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ติดอยู่ในรถที่เกิดอุบัติเหตุ

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็น “ปลายเหตุ” มากกว่าจะเป็น “ต้นเหตุ” ของปัญหาที่เกิดขึ้น

หากจะวิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมา สาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนคนไทยที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิต และบาดเจ็บพิกลพิการกันเป็นจำนวนมากบนท้องถนน (ไม่เฉพาะในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลต่าง ๆ เท่านั้น) นั้นเป็นเพราะ “การบังคับใช้กฎหมาย” เป็นเรื่องที่อ่อนปวกเปียกที่สุดของสังคมไทย

เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่เอาจริง ปล่อยปละละเลย หรือเพราะมีเรื่องสินบน, ใต้โต๊ะ, คอร์รัปชัน ก็ทำให้มาตรการทางกฎหมายทั้งหลายที่เขียนขึ้น เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของประชาชนทั่วไปไม่ได้ผล เลือกใช้บางเรื่อง และไม่บังคับใช้ในอีกบางเรื่อง

ผลที่ตามมาจาก “ความไร้ประสิทธิภาพ” ของการบังคับใช้กฎหมายคือที่มาของความเสียหาย ต่อสังคมส่วนรวมอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

แม้เรื่องจะให้ติดตั้ง GPS ในรถตู้สาธารณะทุกคัน (ที่เดิมตั้งตารางเวลาให้เสร็จสิ้นปีนี้ และพอเกิดเหตุการณ์ล่าสุด รัฐมนตรีคมนาคมสั่งให้เร่งมาทำให้เสร็จในปลายเดือนมีนาคมนี้) ก็มีคำถามว่าจะมีประโยชน์อันใดหากไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ ในการตรวจตราและติดตามข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ที่อ้างว่าสามารถ จะติดตามความเคลื่อนไหวและความเร็วของรถบริการสาธารณะทุกคัน

ท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกว่าจะใช้มาตรา 44 เพื่อออกกฎเกณฑ์ให้เข้มข้น ให้เวลา 3 เดือนเพื่อให้เกิดผลป้องกัน “ตายหมู่บนท้องถนน” ในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง

นั่นหมายความว่านอกจากจะกำหนดความผิดและโทษของเจ้าหน้าที่ เจ้าของรถ คนขับและผู้โดยสารที่ไม่ทำตามกฎหมายแล้ว ก็ยังจะต้องมีมาตรการที่จะให้การบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปอย่างเคร่งครัดจริงจังต่อเนื่องอีกด้วย

ต่อไปนี้เลิกถามคนที่รอดจากอุบัติเหตุว่า “แขวนพระอะไร?” ได้แล้ว เพราะถ้าคนไทยยังเชื่อว่าพระเครื่องจะสามารถป้องกันชีวิตได้ เพราะความมหัศจรรย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะไม่ต้องระมัดระวังป้องกันตัวเองหรือทำตามกฎกติกา

คล้าย ๆ กันว่าแขวนเคลื่องลางของขลังแล้ว รถจะวิ่งเร็วเท่าไหร่ จะรัดเข็มขัดหรือไม่ก็อาจจะไม่ตาย

ขอยืนยันว่าไม่มีอะไรป้องกันความตายได้ หากเจ้าของเองไม่เคร่งครัดเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย สำหรับตัวเองและเพื่อนร่วมเดินทาง

หลวงพ่อคูณเคยถูกลูกศิษย์คนหนึ่งถามว่า “ทำไม เพื่อนผมมีรูปหลวงพ่ออยู่ในรถ แต่เจออุบัติเหตุยังตายเลย?”

หลวงพ่อตอบว่า

“ก็ใช่ซิ รูปกูอยู่ในรถ แต่มันขับเร็วขนาดนั้น กูตกใจ ก็หนีไปก่อนแล้ว...!”