สำหรับหลายคน ปีใหม่เป็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน
เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก เรื่องสุขภาพ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต นอกจากนี้แล้ว ในห้วงยามประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่ยุค 4.0 การฉลองปีใหม่ยังเป็นสัญญาณเตือนไปยังคนไทยด้วยว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเปลี่ยนไป และมีคนกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบ หากไม่เตรียมตัว การฉลองปีใหม่ในปีต่อ ๆ สำหรับบางคนอาจเป็นการฉลองทั้งน้ำตาก็ได้
การไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องมีการเตรียมกำลังคนให้เหมาะสม แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจนออกมาเลยผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งนี้มีจำนวนเท่าใด เลยบอกไม่ได้ว่าเรามีคนที่ต้องดูแลสักกี่มากน้อย
อย่างไรก็ตาม หากเราจำกัดวงของการคิดไว้ที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดแรงงาน วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพเบื้องต้นคือการใช้ข้อมูลโครงสร้างตลาดแรงงานของประเทศที่เข้าใกล้ยุค 4.0 มากกว่าเรามาเป็นตัวอย่างในการฉายภาพอนาคต
ข้อมูลจาก Human Capital Report 2016 ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum มีข้อมูลหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ในการตอบโจทย์นี้ได้ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนของแรงงานฝีมือของประเทศเหล่านี้ ซึ่งในที่นี้จะเลือกมาเพียง 4 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน เยอรมนี สิงคโปร์ และฟินแลนด์ รายละเอียดตามที่แสดงไว้ในรูป
จากรูปจะเห็นได้ว่า สัดส่วนแรงงานฝีมือของประเทศเหล่านี้อยู่ระหว่าง 43% ถึง 55% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ถ้านำตัวเลขของ 4 ประเทศมาเฉลี่ยจะพบว่าสัดส่วนแรงงานฝีมือมีค่าประมาณ 48% เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีสัดส่วนของแรงงานฝีมือมีเพียง 14.4% ถือว่าเรายังห่างชั้นจากเขาอีกเยอะ
จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าในปี 2559 จำนวนผู้มีงานทำมีประมาณ 37.98 ล้านคน หาก 14.4% ของผู้มีงานทำเป็นแรงงงานฝีมือ ก็แสดงว่า ในตอนนี้ประเทศไทยมีแรงงานฝีมือราว 5.47 ล้านคน
ถ้าเราเอาค่าเฉลี่ยของสัดส่วนแรงงานฝีมือของ 4 ประเทศมาเป็นฐานในการคิด เงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถไปสู่ยุค 4.0 ได้ คือ แรงงานของเราประมาณ 48% จะต้องเป็นแรงงานฝีมือ คิดเป็นจำนวนราว 18.28 ล้านคน นั่นหมายความว่า เราต้องยกระดับทักษะของแรงงานไทยอีก 12.81 ล้านคนให้กลายเป็นแรงงานฝีมือ
มองในทางกลับกัน ถ้าแรงงาน 12.81 ล้านคนไม่ได้รับการยกระดับฝีมือเพื่อให้สามารถทำงานในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้ พวกเขาก็เสี่ยงจะตกงาน อาจต้องย้ายไปทำงานอื่น หรือทำงานเดิมแต่มีโอกาสในการก้าวหน้าน้อยลง
การปรับทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องใหญ่ ประเทศที่จริงจังกับการก้าวไปสู่ยุค 4.0 ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จากการศึกษาแนวทางของประเทศเยอรมนี ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร อินเดีย และฟิลิปปินส์ พบว่าแม้ประเทศเหล่านี้มีความแตกต่างกันในระดับการพัฒนา โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตำแหน่งที่ตั้งเชิงภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม แต่กลับมีแนวทางในการทำงานที่เหมือนกัน คือ การสร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาทักษะของแรงงาน (Skill Development Ecosystem)
หัวใจสำคัญของระบบนิเวศน์นี้ คือ โมเดล 3 ประสาน ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม คล้าย ๆ กับโมเดลประชารัฐของบ้านเรา โดยภาครัฐเป็นแม่งานทำหน้าที่ประสานงานดึงเอาภาคเอกชนและภาคประชาชน เข้ามาร่วมกันคิดว่าต้องยกระดับหรือเพิ่มทักษะใดบ้าง โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะมีคณะที่ปรึกษาซึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้น เพื่อช่วยกันประเมินว่า แรงงานในแต่ละระดับ แต่ละตำแหน่งงาน ของอุตสาหกรรมนั้น ต้องพัฒนาทักษะอะไรบ้าง และแนวทางไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด โดยต้องพิจารณาลักษณะเฉพาะในเชิงพื้นที่ควบคู่กันไปด้วย
ข้อมูลที่ได้มาจะถูกส่งต่อไปยังผู้รับผิดชอบสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก คือ หน่วยงานด้านแรงงาน เช่น กระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบในการยกระดับแรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงาน กลุ่มที่สอง คือ หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น กระทรวงศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการผลิตคนรุ่นใหม่เข้ามาป้อนตลาดแรงงาน กลุ่มที่สาม คือ ภาคประชาสังคม เป็นกำลังเสริมในการเผยแพร่ให้สังคมและชุมชนเห็นความสำคัญของการยกระดับทักษะของแรงงาน รวมถึงให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานสองกลุ่มข้างต้นตามที่ได้รับการร้องขอ
ประเทศไทยที่กำลังเดินหน้าสู่ยุค 4.0 คงหนีไม่พ้นที่จะต้องยกระดับทักษะของแรงงานปัจจุบันด้วยโมเดล 3 ประสานนี้ โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ร่วมกันเป็นแม่งาน หากคิดคร่าว ๆ ว่าเรามีเวลาในการเตรียมตัวประมาณ 5 ปี แต่ละปีเราจะต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้ได้ 2.56 ล้านคน หากทำไม่ได้ตามนี้ ปีใหม่อีกหลายปีต่อจากนี้ อาจมีคนถอนใจไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน






