ในฐานะอดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโรงงานยาสูบ ผมเฝ้าติดตามการผลักดันร่าง พ.ร.บ.
ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบมาหลายปี เริ่มตั้งแต่การทำประชาพิจารณ์เมื่อปีพ.ศ. 2555จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.นี้เมื่อปีที่ผ่านมา ความรู้สึกในฐานะคนยาสูบคือ วันนี้กระทรวงสาธารณสุขและคุณหมอ เอ็นจีโอทั้งหลายได้เปลี่ยนอุดมการณ์จากการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่เป็นการณรงค์ต่อต้านอุตสาหกรรมยาสูบไปแล้วเต็มตัวเพราะการรณรงค์หลายอย่างรวมทั้งร่างกฎหมายฉบับนี้กำลังไล่ต้อนให้อุตสาหกรรมยาสูบไม่มีแม้กระทั้งที่ยืนในสังคมไทย เรากำลังหลงลืมคำว่าทางสายกลางและจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกันไปแล้วหรือเปล่า
อุตสาหกรรมยาสูบประกอบไปด้วยผู้คนนับล้านคน ผมไม่ได้พูดเกินเลยความจริง เพราะมีร้านค้าถือใบอนุญาตขายบุหรี่จากกรมสรรพสามิตประมาณ 500,000 รายอยู่ที่ปลายน้ำ ที่กลางน้ำมีโรงงานยาสูบ ซึ่งมีพนักงานกว่า 4,000 ครอบครัว ไม่นับรวมคนในครอบครัว ที่ต้นน้ำมีชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศประมาณ 43,000 ครอบครัว ไม่นับรวมคนในครอบครัวและแรงงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมยาสูบที่คนบางกลุ่มกำลังไล่ต้อนให้เราไม่เหลือพื้นที่ยืนนี้ นำส่งรายได้ภาษีสรรพสามิตกว่า 60,000 ล้านบาท ต่อปี ในปี พ.ศ. 2558 โรงงานยาสูบที่เป็นรัฐวิสาหกิจยังนำรายได้ส่งเข้าคลังทั้งสิ้น 59,354 ล้านบาท ที่สำคัญประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่เป็นประจำอยู่กว่า 11 ล้านคน เราจะให้คนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหนครับคุณหมอ
แน่นอนว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นสิ่งไม่ดีต่อร่างกายและผมก็ไม่ต้องการเห็นลูกหลานของเราได้รับโรคภัยจากสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา คือการขึ้นภาษีขึ้นไปเรื่อยๆ ออกภาพคำเตือนสุขภาพที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นและตอนนี้กำลังจะทำให้ซองบุหรี่กลายเป็น “ซองไร้เครื่องหมายการค้า” หรือซองเรียบตามร่างกฎหมายนี้ อีกทั้งยังจะเพิ่มสถานที่ห้ามสูบบุหรี่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้เงินจากภาษีบาปผ่านสสส.และเครือข่ายแบบองคาพยพที่ทุ่มโฆษณาและประชาสัมพันธ์จากเงินกองทุนที่มีกว่า 3,000-4,000ล้านบาท ถามว่าท่านทำขนาดนี้ ทำไมตัวเลขคนสูบบุหรี่ 30 กว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
คำตอบของคุณหมอที่พูดออกมาง่ายๆ คือ ก็เพราะบริษัทบุหรี่ ก็เพราะโรงงานยาสูบ ในขณะเดียวกันหมอเอ็นจีโอทั้งหลายก็ออกมาทำโฆษณารณรงค์ออกข่าวโจมตีอุตสาหกรรมยาสูบว่ามีกลยุทธ์ชั่วช้าอย่างนั้นนี้ โดยท่านลืมข้อเท็จจริงว่ากฎหมายควบคุมยาสูบในประเทศไทยนั้นติดอันดับความเข้มงวดต้นๆ เรียกได้ว่าทำอะไรก็ติดไปหมดทุกทาง นี่คือสาเหตุที่คุณหมออ้างว่าทำให้การสูบบุหรี่ไม่ลดลง ส่วนวันไหนเอ็นจีโออยากรณรงค์เป็นพิเศษก็ออกมาบอกตัวเลขการสูบบุหรี่ไม่ลดลงเราจึงต้องออกกฎหมายเข้มงวดมากขึ้นอย่างที่เป็นตอนนี้ แต่พอมีคนตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพของ สสส. มีแต่คนออกมาบอกว่ามีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้ มันยอกย้อนสิ้นดีไหมครับ
ผมเห็นทุกครั้งเวลามีการรณรงค์เลิกสูบบุหรี่ มีแต่คนบอกให้ไปปิดโรงงานยาสูบไปเลยดีกว่า มันปิดไม่ได้หรอกครับเพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความฝัน ความจริงคืออุตสาหกรรมนี้สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้คนนับหมื่นนับแสน สร้างรายได้ให้รัฐนับหมื่นล้าน มันยังเป็นวัฒนธรรมเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับชาวไร่ยาสูบมายาวนาน แต่วันนี้คนเหล่านี้กำลังถูกผลักให้หลังชนฝา ไม่มีที่ยืนในสังคม ไม่มีแม้โอกาสจะทำความดีใดๆ
มาตรการที่สุดโต่งในร่างกฎหมายนี้ถูกอ้างว่าเป็นไปเพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เช่นห้ามไม่ให้มองเห็นสินค้า ห้ามไม่ให้แบ่งขาย ห้ามทำกิจกรรมเพื่อสังคมนอกเหนือไปจากพวกเดียวกันเอง และมาตรการที่ดูจะรุนแรงที่สุดคือ ซองบุหรี่ไร้เครื่องหมายการค้า หรือซองเรียบ ที่อยู่ในมาตรา 38 ของกฎหมายนี้ จากที่บนซองมีรูปภาพและคำเตือนที่อัปลักษณ์ติดอันดับโลกอยู่แล้ว 85% หน้าและหลัง ด้านข้าง 2 ข้างอีก 60% ก็เป็นคำเตือน เหลือพื้นที่ด้านหน้าและหลังเพียงร้อยละ 15 ที่ไว้ให้บอกเครื่องหมายการค้า สี สัญลักษณ์ แต่นี่เอากันให้ถึงตายจะไม่ให้ใช้เครื่องหมายการค้า ไม่ให้มีสี ไม่ให้มีโลโก้ใดๆ ทั้งสิ้น
ทำแบบนี้แล้วจะลดอัตราการสูบบุหรี่ได้จริงหรือ ไปพรากสิทธิ ไปจำกัดสิทธิขนาดนี้จะลดได้รึเปล่า ไม่มีใครตอบได้เพราะไม่เคยทำมาก่อนในประเทศไทย ที่สำคัญจะลดนักสูบหน้าใหม่ได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าสักประเดี๋ยวก็มีงานวิจัยที่สนับสนุนโดย สสส. ออกมาบอกว่าลดได้ แต่ลองคิดอีกทีมาตรการนี้ต้องการอะไรกันแน่ เพราะจริงๆกฎหมายมีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้ออยู่ในร่างกฎหมายนี้และยังเพิ่มอายุขั้นต่ำจาก 18 เป็น 20 ปีด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ผู้ใดมีอายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อไม่ได้ เข้าถึงไม่ได้ คนขายที่ขายก็ผิดกฎหมาย นี่คือการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะเมื่อคนขายไม่ขาย คนซื้อซื้อไม่ได้ เด็กเยาวชนจะเข้าถึงบุหรี่ได้อย่างไร แต่เคยมีใครเคยบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจังหรือเปล่า มาถึงจุดนี้ผมคิดว่ามาตรการซองไร้เครื่องหมายการค้า ก็คือการทำลายเครื่องหมายการค้า ทำลายอุตสาหกรรมยาสูบนั่นเอง เพราะไม่มีผลเกี่ยวกับการป้องกันเด็กเยาวชนโดยตรง ต่อให้ซองมีสี มีโลโก้ มีอะไรต่างๆ แต่ถ้ากฎหมายเข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง เด็กซื้อไม่ได้ คนขายไม่ขายปัญหาก็ไม่เกิด
ผมชอบที่นายกประยุทธ์ออกมาพูดเมื่อเร็วๆนี้ระหว่างการเป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินการแก่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่นทั่วประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ความตอนหนึ่งว่า “เราไปสุดโต่งอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องมีการค้าขายกับต่างประเทศทั่วโลก แล้วไปเขียนกติกาตามใจตนเองวันหน้าก็ไม่มีใครมาร่วมด้วย วันนี้มีซองบุหรี่ที่ไหนรูปร่างน่ากลัวเหมือนเรา แล้วมันสูบน้อยลงไหม ตนคิดว่าวันอยู่ที่การปลูกจิตสำนึกมากกว่า...”
ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องการเห็นในประเทศนี้ ดุลยภาพของเรื่องนี้ต้องมี อย่าไปสุดโต่งมาก เพราะยิ่งขว้างก้อนหินไปแรงเท่าไหร่ แรงปะทะที่พุ่งกลับมาก็แรงเท่านั้น หรืออาจมากกว่านั้น นี่เป็นคำตอบว่าทำไม ชาวไร่ยาสูบและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโรงงานยาสูบต้องออกมาประท้วงในการทำประชาพิจารณ์กฎหมายนี้เมื่อหลายปีก่อน และทำไมร้านค้าปลีกทั้งประเทศจึงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้และคิดว่ากฎหมายนี้จะทำร้ายเขา
โรงงานยาสูบเพิ่งประกาศคืนพื้นที่ไปเป็นสวนสาธารณะไปอีกเมื่อเร็วๆนี้ คุณูปการที่โรงงานยาสูบทำให้กับประเทศ ประชาชน ชาวไร่ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการต่างๆของเรามีมากมาย ในเมื่อเราแทบไม่มีพื้นที่เหลือแล้ว ถ้ายังออกกฎหมายแบบไม่ให้เรามีที่ยืนอีก ก็ต้องเตรียมรับแรงเหวี่ยงที่จะกลับมากันไว้ให้ดี จริงๆ ถ้ารัฐให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ ให้การศึกษาอย่างเต็มที่ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เราอาจไม่ต้องเลือกทางเดินที่สุดโต่งขนาดนี้ ก็ต้องถามครม. และสนช.ดูว่า ท่านอยากเห็นดุลยภาพในสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ หรือรอวันที่คนที่หลังชนฝาจะลุกขึ้น เป็นความขัดแย้งที่ไม่มีจุดจบ สงสารประเทศไทยเถอะครับ
---------------------
วินนท์ แสงมาน
อดีตประธานสหภาพแรงงานยาสูบ






