วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือ 'ทรัมป์เอฟเฟคท์'

ประชาคมโลกเริ่มต้นสำหรับปีใหม่ ด้วยสถานการณ์ที่ต่อเนื่องจากปีก่อน

ที่ยังสร้างความกังวลและสร้างความไม่แน่นอน เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความกังวลต่อนโยบายของสหรัฐในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะนายทรัมป์ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ ในช่วงหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายด้านภาษี นโยบายกีดกันทางการค้า นโยบายส่งกลับแรงงานอพยพ แม้บรรดานักวิเคราะห์มองว่าเอาเข้าจริงจะทำได้จริงหรือไม่

ดังนั้น ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลใหม่ของสหรัฐ จึงมีความสำคัญมากและยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ในแง่ความเป็นไปได้ ขนาด และระยะเวลาที่สามารถ แม้ว่านโยบายที่ค่อนข้างมีความชัดเจน คือนโยบายด้านภาษี ที่จะให้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ซึ่งคาดว่าจะทำได้ประมาณปลายปี 2560 พร้อมกับการเริ่มปีงบประมาณใหม่ ขณะที่นโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีแหล่งเงินทุนมาจากภาคเอกชน บรรดานักวิเคราะห์มองว่านโยบายนี้อาจทำได้เพียงบางส่วน 

สำหรับนโยบายด้านอื่นๆ ยังมีความไม่ชัดเจนนัก ทั้งนโยบายการอพยพแรงงานและนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจจะทำได้ยากในทางปฏิบัติจากข้อจำกัดหลายด้าน เช่น นโยบายอพยพแรงงานมีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรภาครัฐ ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาและทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนนโยบายการกีดกันทางการค้านั้น อาจละเมิดข้อตกลงขององค์การการค้าโลกและนาฟตา  ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับประเทศสมาชิกหลายประเทศ

การขับเคลื่อนของสหรัฐภายใต้นโยบายใหม่ของนายทรัมป์ ไม่อาจมองข้ามในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศได้ เพราะดูแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนโยบายการเมืองโลกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับรัสเซีย ความพยายามตอบโต้จีน แม้แต่นโยบายตะวันออกกลาง ซึ่งจากการประเมินนโยบายการค้าการลงทุนของสหรัฐก็แทบแยกไม่ออกจากนโยบายการเมืองของสหรัฐ แต่ที่สำคัญคือการขยับตัวของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกในระดับที่แตกต่างกันขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อสหรัฐ

ประเด็นที่อยู่ในความสนใจในเชิงการค้าการลงทุน คือ นายทรัมป์จะทำตามที่กล่าวไว้ตอนหาเสียงมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการดึงเงินลงทุนกลับเพื่อไปสร้างเศรษฐกิจภายในของสหรัฐเอง ซึ่งขณะนี้บรรดานักวิเคราะห์มากมายมองตรงกันว่าเป็นไปได้ยากและอาจใช้เวลาเพียงแค่ 4 ปีในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะอย่าลืมว่าการลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศนั้นมีความเป็นมาที่ยาวนานและโครงข่ายทางธุรกิจของนักลงทุนสหรัฐมีความซับซ้อนอย่างมาก ดังนั้นนโยบายเพียงชั่วข้ามคืนจึงเป็นไปได้ยาก

จากนโยบายค่อนข้างแรงที่ประกาศออกมาและความเป็นไปได้มีข้อจำกัดหลายประการ จึงทำให้นโยบายของสหรัฐ แม้จะชนะเลือกตั้งมานับเดือน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจริงๆ แล้วนโยบายที่ประกาศไว้จะเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งจากความไม่ชัดเจนนี้เองจึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนหรือความกังวล หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ มีทั้งโอกาสที่เป็นไปได้ และไม่ได้ในคราวเดียวกัน ซึ่งความยากลำบากของนโยบายในเชิงปฏิบัตินี้เอง ทำให้เราต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดถึงช่วงเวลาและขนาดของนโยบาย

ดังนั้นประชาคมโลกในปีนี้ ยังคงได้รับแรงกดดันจาก “ทรัมป์เอฟเฟคท์” ต่อไป และอาจเป็นไปได้ว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจมีตลอดเวลา ตราบใดที่นโยบายที่ชัดเจนไม่ได้รับการประกาศใช้ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเกิดความผันผวนเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตามความผันแปรของนโยบาย ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้วถือว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิง และทางเดียวที่เราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้คือ มองหาโอกาสที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายของนายทรัมป์ ในขณะเดียวกันก็ต้องหาช่องทางเพื่อรับผลกระทบด้วยเช่นกัน