วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อำลาปีแห่งความอลหม่าน ต้อนรับสู่ปีแห่งการปรับใหญ่

วันนี้วันสุดท้ายของปี 2016 (2559) เพื่อเตรียมก้าวข้ามไปปีใหม่ 2017 (2560)

 ขอกล่าวคำสวัสดีปีใหม่มายังท่านผู้อ่านทุกท่าน และกราบขอบพระคุณที่ได้ติดตามคอลัมน์นี้มาตลอดทั้งปี ท่ามกลางข่าวคราวร้อนแรงที่กระตุ้นให้เราคนไทย ต้องช่วยกันคิดอ่านหาทางให้ประเทศชาติกันอย่างทะมัดทะแมง

ถ้าบอกว่าปีที่กำลังจะหมดไปมีประเด็นต้องขบคิดกันมาก ก็ต้องบอกว่าปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะยิ่งท้าทายกว่าหลายเท่า

เพราะปัจจัยความไม่แน่นอนระดับโลกเพิ่มขึ้นหลายด้าน อีกทั้งในประเทศเราเองก็ก้าวเข้าสู่ภาวะความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ประการที่จำต้องอาศัยสติปัญญา, การแสวงหาความรู้และความเข้าใจ เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับความแปลกใหม่ที่เราอาจคาดไม่ถึง

สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับคนไทยในปีใหม่คือการ “รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง” ที่มากับนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยี ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิตประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้กระทั่งเส้นทางการกลับคืนสู่ “ภาวะปกติ” ทางการเมืองที่เรียกว่า Roadmap ที่วางกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งก่อนสิ้นปีหน้าที่ยังมี “ปัจจัยแห่งความไม่แน่นอน” เป็นตัวกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองก็ยังขึ้นอยู่กับ “การรู้เท่าทัน” ของคนไทยต่อทุกความเคลื่อนไหวรวมถึง Fake News หรือข่าวปลอม, ข่าวปล่อยและข่าวลวงที่ออกมาจากทุกภาคส่วน, ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่เป็นความหวังดีและเป็นส่วนหนึ่งของ “ทฤษฎีสมคบคิด”

ท่ามกลางความอลหม่านของเทคโนโลยีใหม่นี้ กระแสการเมืองโลกก็ผันแปรอย่างใหญ่หลวง ผลการลงมติ Brexit ที่มีผลให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปและชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันตอกย้ำว่าผู้คนในหลายประเทศต้องการให้ผู้นำการเมืองหันมาแก้ปัญหาปากท้องของชนชั้นกลางที่ไม่ได้ประโยชน์จากแนวโน้ม “โลกาภิวัฒน์” หรือ globalization

กระแสกำลังพลิกกลับสู่ “ชาตินิยม” หรือ nationalism และ “ประชานิยม” หรือ populism ซึ่งจะสร้างความตึงเครียดให้กับการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น กลับไปสู่ภาวะ “สงครามเย็น” และการสร้างสมอาวุธหนักหน่วงขึ้น

ประเทศไทยเราอยู่กลางกระแสความเปลี่ยนแปลง การจะอยู่รอดได้ต้องมีความปราดเปรียวและ “รู้เท่าทัน” ในการปรับตัว วิเคราะห์สถานการณ์โลกและรอบบ้านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

แต่การจะ “พยุงตัวอยู่บนยอดคลื่น” ของความเปลี่ยนแปลงอันหนักหน่วงรุนแรงเช่นนี้ย่อมหมายความว่าเราจะต้องสร้าง “ภูมิต้านทาน” ภายในประเทศอย่างแข็งแรงและเข้มข้น ต้องสร้างองค์ความรู้ภายใน และที่สำคัญที่สุดคือการ “ยกเครื่องคุณภาพคน” ในทุกสาขาวิชาชีพที่ทันกับความเปลี่ยนแปลงให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

ข้อนี้คือ “การบ้าน” หนักสำหรับคนไทยทุกคน ทุกวงการและทุกครอบครัวที่ต้องสร้างความเข้มแข็งภายในของเราเองแต่ละคน เพื่อรวมพลังกันเป็น “ชาติที่แข็งแกร่ง” เพียงพอที่จะยืนหยัดอยู่ในเวทีระหว่างประเทศ

เป้าหมาย “ประเทศไทย 4.0” อาจจะเป็นคำขวัญและเป้าหมายที่ฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติ เรายังไม่สามารถแปลทิศทางนี้เป็น “แผนปฏิบัติการ” สำหรับคนไทยในทุกสาขาวิชาชีพเพื่อนำไปปรับเป็น “แนวทางขององค์กรและส่วนบุคคล” อันเป็นวิถีชิวิตอย่างจริงจังได้

หวังว่าปีใหม่นี้เราจะร่วมกันทำความเข้าใจกับ “ภารกิจร่วมกัน” ของคนไทยทั้งชาติในอันที่จะผลักดันนำพาบ้านเมืองไปสู่เส้นทางแห่งการสร้างชาติอย่างคึกคัก, ระดมความคิดความอ่านอย่างกว้างขวางลุ่มลึกและเคารพในความเห็นต่างที่สร้างสรรค์เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะสั้น, กลางและยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

สวัสดีปีใหม่ครับ