ป้ายนี้มีคนเห็นที่มอนเตเนโกร, สะท้อนความหมายประชดประชันได้เจ็บแสบ...
โดนัลด์ ทรัมป์ กับ วลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่า Let’s make the world great again-together ซึ่งแปลได้ความว่า
เราจงมาทำให้โลกนี้ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง...ด้วยกัน...เถอะ
เป็นการล้อคำขวัญหาเสียงของทรัมป์ที่ว่า Make America Great Again!
หากถามว่าวันนี้ ใครคือผู้นำประเทศที่กำลังแผ่บารมีอย่างกว้างไกลที่สุด ก็เห็นจะไม่มีใครเกินปูตินไปได้
เขากับสีจิ้นผิงของจีนมีความสนิทสนมกันในระดับสูง เพราะจีนกับรัสเซียผนึกกำลังกันต่อต้านสหรัฐในหลาย ๆ เรื่องในระดับโลกมาก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งยังมีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง
ปูตินเพิ่งจะประชุมสุดยอดกับนายกฯชินโซะ อาเบะแห่งญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งภาพที่ออกข่าวและเนื้อหาของความพยายาม จะกลบความขัดแย้งเรื่องเกาะแก่ง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ก็ดูเหมือนจะทำให้ความตึงเครียดในความสัมพันธ์คลายลงไปอย่างน่าสนใจ
ปูตินคงจะรู้ว่าในจังหวะนี้ เขาอยู่ในฐานะที่จะเล่นเกมเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ในระดับโลกได้อย่างที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อน
ทั้งนี้เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้งในอเมริกา จะเป็นแรงสนับสนุนของปูติน (และจะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของโอบามา เรื่องรัสเซียเจาะล้วงระบบคอมพิวเตอร์ในการเลือกตั้งเพื่อช่วยทรัมป์ชนะฮิลลารี) หรือไม่ก็ตาม บัดนี้ผู้นำรัสเซียคนนี้สามารถจะยื่นมือไปยังสหรัฐ, จีนและญี่ปุ่นเพื่อยกสถานภาพของเขาขึ้นสูงกว่าทุกคน
ถึงขั้นที่ผู้ต่อต้านทรัมป์ในสหรัฐแสดงความเห็นว่า “ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2017 เป็นต้นไป ก็ต้องถือว่ารัสเซียได้ประสบความสำเร็จ ในการวางตัวหุ่นเชิดของพวกเขาในทำเนียบขาวสหรัฐได้สำเร็จแล้ว”
เมื่อความสัมพันธ์ของปูตินกับทรัมป์และสีจิ้นผิงมีความสนิทแนบแน่นเช่นนี้ สิ่งที่ผู้นำรัสเซียคาดหวังได้ก็คือ การยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลโอบามาและยุโรปร่วมมือกันริเริ่มเพื่อลงโทษมอสโคว ในการแทรกแซงกิจการของยูเครน และผนวกเอาไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
แน่นอนว่ายุโรปหลายประเทศก็คงจะไม่ยอมให้ปูตินเล่นเกมนี้ง่าย ๆ นัก แต่หากทรัมป์ปรับจุดยืนของสหรัฐต่อรัสเซีย อย่างที่เห็นชัดเจนขึ้นทุกขณะเช่นนี้, ก็พอจะเห็นภาพของความเปลี่ยนแปลงในสมการการเมืองระหว่างประเทศได้ไม่ยาก
ปูตินเดินหมากการเมืองอย่างชาญฉลาด มีทั้งรุกและถอย มีทั้งส่งเสียงคุกคามและหว่านรอยยิ้มไปยังผู้นำทั่วโลก ที่ช่วยผลักดันให้ตนเองยืนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น
กรณีซีเรียก็จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ปูติน ถือว่าตนเองได้ชัยชนะเหนือโอบามาหากทรัมป์ “ตกหลุมรัก” ปูตินด้วยการช่วยให้ทรัมป์สามารถบอกกล่าวกับประชาชนคนอเมริกันว่า เขาสามารถเอาสหรัฐออกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและนำเงินนั้นมาช่วยปากท้องของชาวบ้านคนมะกัน
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่คนที่ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ครั้งนี้ ต้องการจะได้ยินมากกว่าการที่สหรัฐยังพัวพันกับความขัดแย้งในซีเรียและส่วนอื่น ๆ ของโลกโดยที่ยังมองไม่เห็นทางออกในระยะเวลาอันใกล้
ปูตินทำตรงกันข้ามกับทรัมป์ตรงที่ว่ายิ่งทรัมป์ถอยร่นจากเวทีระหว่างประเทศ ปูตินก็จะยิ่งมีความคึกคักในประชาคมโลก
ยิ่งทรัมป์ตอกย้ำนโยบาย America First ด้วยการลดบทบาทสหรัฐในเวทีโลก, สี จิ้นผิงของจีนก็ยิ่งจะคืบคลานสร้างบารมีและอิทธิพลในจุดต่างๆ ของโลก
ย้อนกลับไปดูป้ายใหญ่นี้อีกครั้ง ก็ยิ่งเข้าใจได้ว่าถ้าปูตินชวนทรัมป์ให้ Make the World Great Again, Together ก็ยิ่งเห็นชัดว่า “พระเอก” ของละครฉากใหม่คือปูติน ไม่ใช่ทรัมป์
เพราะทรัมป์เก่งเฉพาะ reality show ทางทีวี
แต่ปูตินตีบทแตกในเวทีโลกของจริงมากกว่า!





