วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปีใหม่งานยากไม่แพ้ปีเก่า

ปี 2559 กำลังจะปิดฉากลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 เพื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ซึ่งชัดเจนว่ามีหลายสิ่งท้าทายกำลังรอคอยอยู่ โดยหากดูบริบทของสภาพต่างๆ ในโลก จะเริ่มต้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐ ซึ่งวันที่ 20 มกราคม 2560 ผู้นำคนใหม่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางการคาดหมายและลุ้นกันอย่างหนักของประเทศต่างๆ ว่าประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองเลย จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด โดยบางส่วนก็มองแง่ดีว่าอย่างน้อยผู้นำใหม่ของอเมริกา น่าจะมีแนวคิดและทิศทางนโยบายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจอย่างมาก หวังจะนำพาอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามที่ประกาศตลอดช่วงที่หาเสียง แต่กระแสหวาดวิตกก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับท่าทีกีดกันการค้า สืบเนื่องจากคำประกาศระหว่างหาเสียงเช่นกัน ว่าจะฉีกข้อตกลงการค้าเสรี

ท่าทีของการไม่สนับสนุนหรือเห็นดีเห็นงาม กับการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรี แถมจะฉีกทิ้งเสียอีก เพราะมองว่าเป็นสาเหตุให้คนอเมริกันตกงาน เนื่องจากทำให้บริษัทอเมริกันพากันย้ายฐานผลิตออกไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า อีกทั้งยังขู่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกยักษ์ใหญ่อย่างจีน ว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ทำให้แม้จะโล่งใจได้ว่าอเมริกาในมือประธานาธิบดีคนใหม่ น่าจะคึกคักมากขึ้น ผลจากเม็ดเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล และการลงทุนภาคธุรกิจอานิสงส์จากการลดภาษีและอื่นๆ ตามที่ได้เคยหาเสียงไว้ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ก็จะเป็นผลดีแก่เศรษฐกิจโลกไปโดยปริยาย แต่เมื่อมาเจอท่าทีกีดกันการค้าของว่าที่ผู้นำสหรัฐ ก็เลยทำให้เศรษฐกิจโลกมีอันต้องเผชิญความไม่แน่นอนเข้าไปอีก

ในส่วนของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็ประคองภาคส่วนต่างๆ ตลอดรอดฝั่งมาได้ตลอดท่ามกลางการจับตาของทั้งโลก ที่ปัจจุบันทำการค้าขายกับจีนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในปีหน้านั้น ภาคหนึ่งที่จีนต้องจับตาอย่างต่อเนื่องซึ่งก็เป็นงานที่ทำมาหลายปีแล้ว คือตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อดูแลไม่ให้ร้อนแรงเกินควร จนเกิดฟองสบู่อันจะแตกออก ดังนั้นเสถียรภาพในตลาดอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นหนึ่งในงานหลักของจีนสำหรับปีหน้า

นอกจากนั้น งานใหม่ที่งอกขึ้นมาของจีน คือการเพิ่มความพยายามตรวจสอบ การลงทุนในต่างแดนของบรรดารัฐวิสาหกิจ รวมถึงตรวจสอบสินทรัพย์ที่รัฐวิสาหกิจถือครองในต่างแดน เพื่อดูแลความปลอดภัยของสินทรัพย์ในต่างแดน และส่งเสริมศักยภาพของรัฐวิสาหกิจในการดำเนินงานที่ต่างประเทศ รวมถึงศักยภาพในการป้องกันความเสี่ยง จริงๆ แล้วงานนี้ก็เป็นสิ่งที่จีนกระทำต่อเนื่องไปจากปีนี้ ที่ได้ประกาศมาตรการหลายอย่าง ดูแลการไหลออกของเงินไปยังต่างประเทศ อย่างการตรวจสอบการลงทุนในต่างแดนมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อประคองเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่ามากเกินไปนั่นเอง

ในรายของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่น ที่จมอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจมานาน ไม่ว่าจะเป็นความซบเซาหรือปัญหาเงินฝืด ก็ฝากความหวังไว้ที่ปีหน้าว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวไปได้ตลอดทั้งปี หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้มาตรการผ่อนคลายทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพขนานใหญ่ หรือที่เรียกว่า คิวอี คือเป็นมากกว่ามาตรการคิวอีที่ชาติตะวันตกนำมาใช้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเดินหน้าไปได้ มาเป็นเวลานานกว่า 3 ปีแล้ว

ดูภาพรวมของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก จะเห็นว่ามีทั้งบวกและลบ อันจะทำให้ปีหน้า น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ไทยก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน