ผมเจอคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีวันก่อน
ชวนท่านเข้า Facebook Live เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์โลกในปี 2017 ที่กำลังทำท่าว่าจะวุ่นวายปั่นป่วนไม่น้อย
คุณอานันท์มีความทึ่งกับ social media ที่คนติดตามได้สด ๆ และสามารถแสดงความเห็น มีปฏิสัมพันธ์กับคุณอานันท์ได้ในบัดดลขณะนั้นทันที
“โลกเปลี่ยนไปมากจริง ๆ” ท่านอดีตนายกฯ บอกผมระหว่างสนทนาว่าด้วยเหตุการณ์โลกที่กำลังจะผ่านเข้าสู่ปีใหม่
คุณอานันท์บอกว่าปีใหม่คงมีความแปรปรวนอย่างมาก เพราะดูจากความเคลื่อนไหวในหลาย ๆ ประเทศรวมถึงผลการเลือกตั้งในสหรัฐ อิตาลีและประเด็น Brexit ที่ประชาชนคนอังกฤษลงมติขอถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป
เป็นปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำว่า ผู้คนในโลกจำนวนไม่น้อย
เบื่ออำนาจเก่า
เบื่อพรรคการเมือง
เบื่ออำมาตย์หรือ elite
แนวโน้มเช่นว่านี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ยังไม่มีใครทำนายได้แม่นยำ แต่ที่แน่ ๆ คือระเบียบโลกที่มีขั้วอำนาจสหรัฐ รัสเซีย จีน ยุโรป และญี่ปุ่นนั้นกำลังจะเข้าสู่ภาวะที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ผมวิเคราะห์เสริมว่าสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” หรือ globalization นั้นกำลังถูกทดแทนด้วย กระแส “ชาตินิยม” หรือ nationalism เพราะประโยชน์โภชน์ผลที่เกิดจาก “การค้าเสรี”หรือ free trade นั้นในช่วงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาไปตกอยู่กับชนชั้นบนของสังคม แต่ชนชั้นกลางกลับรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของตนเองไม่ได้กระเตื้องขึ้น
โลกาภิวัฒน์อาจทำให้ประเทศส่วนใหญ่มีความมั่งคั่งขึ้น ตัวเลขผลผลิตมวลรวมหรือ GDP อาจจะเพิ่มขึ้นสำหรับประเทศส่วนใหญ่ แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนกลับถ่างออกไปแทนที่จะแคบลง เมืองกับชนบทยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก จึงทำให้เกิดความคับแค้นใจที่ค่อย ๆ สั่งสมและระเบิดออกมาในกระบวนการการเมืองในหลาย ๆ จุดทั่วโลก
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าในปีใหม่นี้จะเห็นความเจือจางของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่าง “สังคมนิยม” กับ “ทุนนิยม” แต่จะเป็นการยื้อแย่งทรัพยากรของโลก เพื่อให้ประเทศของตนได้ประโยชน์กว่า ด้วยการใช้อำนาจทางการเมืองและความมั่นคงต่อรอง
คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” จะถูกกลบโดย America First (“อเมริกาต้องมาก่อน”) ของโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งจะยึดเอาผลประโยชน์ด้านธุรกิจของสหรัฐฯเป็นหลัก (Buy American, Hire American)
ที่จะเจือจางลงอีกเรื่องหนึ่งคือการหดตัวของกลไกและข้อตกลงเรื่องเขต “การค้าเสรี” หรือ free trade area (FTA) ที่รัฐบาลโอบามาได้เร่งรัดและส่งเสริม โดยที่ทรัมป์ประกาศยกเลิก Trans-Pacific Partneship (TPP) ที่อเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม หันมาต่อรองกับประเทศต่าง ๆ แบบสองต่อสองหรือ “ทวิภาคี” และลดความสำคัญของ “พหุภาคี” เพราะทรัมป์เชื่อว่าเขาเป็นนักต่อรอง (deal-maker) ที่สามารถจะกดดันให้ประเทศอื่นยอมอเมริกามากกว่าที่ผ่านมา
คุณอานันท์เห็นว่ามองอีกแง่หนึ่ง การที่คนอเมริกันเลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดีก็อาจจะดีสำหรับส่วนอื่น ๆ ของโลกก็ได้ เพราะจะได้ทำให้คนอเมริกันตระหนักว่า การไปเที่ยวสั่งสอนคนอื่นเรื่องประชาธิปไตยนั้น อาจจะต้องหันกลับมามองตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์เสียที
ปีใหม่จึงมีเรื่องท้าทายสำหรับคนไทย ที่ต้องเฝ้าจับตามองและปรับตัวให้ “รู้เท่าทัน” และปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่จะมาจากทุกทิศทุกทางอย่างปฏิเสธไม่ได้






