ผมเขียนบทความนี้ตอนทีมฟุตบอลไทยเอาชนะเมียนมาได้ในรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลเอเชียนคัพ ชนะแบบประตูรวมคือ 6:0
เลยเข้าไปอ่านคอมเมนต์ของแฟนฟุตบอลเมียนมาที่มีต่อทีมชาติของเขา ซึ่งสะท้อนการพัฒนาหลายๆ ด้านออกมาชัดเจน แฟนฟุตบอลชาวเมียนมาบอกว่า
“เราแพ้ทีมชาติไทยก็เพราะว่าประเทศของเรามีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่ไม่อาจแข่งขันกับประเทศไทยได้เลย สินค้าของไทยถูกส่งออกไปขายทั่วโลก คนของเราไม่มีอาหารที่มีคุณภาพทานทำให้ร่างกายและสมองมีพัฒนาการที่แย่กว่า ระบบการศึกษาที่ล้าหลังทำให้นักฟุตบอลไม่ฉลาดและตัดสินใจอะไรดีๆ ออกมาได้เลย”
เอาสั้นๆ แค่นี้ แฟนฟุตบอลชาวเมียนมาท่านนี้ดูจะมองฟุตบอลของเขาเป็นแบบมหภาค ผมอ่านแล้วสะท้อนมุมมองการแก้ปัญหาอะไรหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับองค์กร ได้เป็นอย่างดี
ผมเองเห็นหลายๆ องค์กรพยายามแก้ไขปัญหาอะไรสักเรื่องก็มุ่งแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ แต่ไม่ได้เชื่อมโยงปัญหาไปสู่จุดเริ่มต้นของปัญหาว่าอยู่ที่ไหน เช่น รายได้ของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารพยายามแก้ไขคือพยายามทำการตลาดโดยการลดแลกแจกแถมใหญ่เลย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายดีขึ้น ซึ่งรากของปัญหาที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่ปัญหาทางด้านการตลาด แต่อาจมาจากปัญหาของตัวคุณภาพของสินค้าทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องการใช้ หรือผู้บริโภคอาจกำลังต้องการสินค้ารูปแบบใหม่ๆมาแทนสินค้าที่เราผลิตอยู่
เช่น เราผลิตคอมพิวเตอร์แบบพีซี ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังต้องการแล็ปท็อปเพราะไลฟสไตล์คนสมัยใหม่สามารถทำงานได้จากทุกที่ นั่นคือการมองปัญหาผิดจุด
คุณจะลดราคาเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะพีซีไม่ได้เป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดอีกต่อไป ซึ่งถ้าเราจะแก้ปัญหานี้ก็ต้องแก้กันทั้งระบบ คือเริ่มจากฝ่ายวิจัยตลาด ว่าทำไมไม่ทราบว่าผู้บริโภคกำลังมีความต้องการที่เปลี่ยนไปจากไลฟสไตล์เดิม
จากนั้นตามไปฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ว่าคุณมีศักยภาพที่จะพัฒนาแล็ปท็อปได้หรือไม่ และแม้แต่โรงงานเราสามารถเปลี่ยนไปผลิตแล็ปท็อปได้หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบนี้ก็น่าจะมาถูกทางแต่สำหรับผม จะมองปัญหานี้จากผู้บริหารเลยว่าซีอีโอไร้วิสัยทัศน์ คือ ไม่อาจมองธุรกิจได้ทะลุและเห็นสิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ เรื่องเหล่านี้ต้องแก้ที่ต้นเรื่องถ้าซีอีโอเก่งจะเริ่มพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เหมือนกับทีมฟุตบอลของประเทศไทยที่ชาวเมียนมามองว่าการที่ทีมไทยเก่งต้องมีรากฐานมาจากทุกอย่างไม่ใช่จากโค้ช ไม่ใช่จากนักเตะ
ส่วนใหญ่มองการพัฒนาของลีกฟุตบอลในประเทศทำให้ทีมฟุตบอลของชาติแข็งแกร่ง มันไม่ใช่เลย มันผูกพันกับระบบเศรษฐกิจด้วย ถ้าเศรษฐกิจดีบริษัทมีเงินมากพอที่จะมาช่วยสนับสนุนทีมฟุตบอล ถ้าเศรษฐกิจดี คนดูก็มีเงินและเวลาที่จะไปดูฟุตบอล และเมื่อมีทั้ง 2 อย่างทีมสโมสรก็มีเงินมาจ้างนักเตะได้แพงๆ นักเตะก็มีกำลังใจที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับฟุตบอลอย่างเดียว ดังนั้นฟุตบอลไทยดีได้ก็เป็นแบบคนเมียนมาคนนั้นมองผมว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
ดังนั้นถ้าเราอยากจะแก้ไขอะไรสักอย่างให้กับประเทศเรา เราต้องมองลึกและกว้างแบบนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง อย่างเรื่องเกษตรกรรมไม่ใช่มาแก้ด้วยการจำนำข้าวให้ราคาแพงๆเพื่อให้ชาวนามีรายได้สูง แต่ต้องเริ่มมองไปที่ตลาดโลกในระยะยาวเลยว่าถ้าเราจะทำการเกษตรควรจะทำแนวไหนที่จะทำให้คนของเรามีรายได้สูง เราก็ต้องไปดูหลักอุปสงค์(Demand) และอุปทาน (Supply)
อย่างเรื่องข้าว ถ้าไปบอกชาวนาว่าอย่าปลูกข้าวตอนที่เขาจะลงมือปลูกใครจะไปยอม แต่ถ้าเราไปดูว่าพืชชนิดใดปลูกแล้วได้ราคาสูง ไม่มีคนปลูกแข่ง เราก็ควรเริ่มจากการแบ่งโซนกันไปเลย ให้เงินสนับสนุนเพื่อให้ปลูกพืชชนิดนั้นๆ เช่น ทุเรียนได้ราคา ทำไมเราไม่ปลูกทุเรียนกันเยอะๆ เรามาปลูกข้าวทำไม
นั่นคือจุดเริ่มต้นความคิดหลังจากนั้นก็นำไปวิจัย นำทุเรียนไปปลูกที่ภาคอีสาน ศึกษาว่าต้องปรับปรุงพันธุ์อย่างไร กำหนดพื้นที่เฉพาะกำหนดระบบชลประทาน หาตลาดรอไว้ก่อนเลย รวมถึงพัฒนาชาวนาให้เป็นชาวสวนและเมื่อได้ราคาก็บังคับไม่ให้พื้นที่อื่นผลิตแข่งโดยกำหนดว่าทุเรียนจากบุรีรัมย์ เป็นการกำหนดพื้นถิ่นที่เขาทำกัน
หรืออย่างปัญหาของนักการเมืองโกงกิน ต้องแก้กันตั้งแต่เด็ก เราต้องมีการสอนในเรื่องของจริยธรรม การทำให้คนไม่บ้าบูชาวัตถุ การชื่นชมคนเก่งไม่ใช่คนรวย การได้มาจากการโกงคือสิ่งที่น่ารังเกียจ ตลอดจนมาตรการกฎหมาย การลงโทษที่จริงจังจะทำให้ประเทศไทยต่อสู้กับคอร์รัปชั่นได้ในที่สุด
ประเทศไทยเสียหายจากการคอร์รัปชั่นจากการโกงกินของนักการเมืองมายาวนาน วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องแก้ปัญหานี้กันอย่างจริงจังและเด็ดขาดไม่มีอะไรสายเกินไป
ผมมองประเทศไทยในอนาคตว่า เราแค่แก้ปัญหาทั้งระบบอยู่แค่ 3 เรื่องนี้ก็จะทำให้ประเทศไทยของเราเจริญรุดหน้าไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด คือ ระบบการศึกษา การเมือง และการสร้างระเบียบวินัยของคนไทย
เรื่องพวกนี้ใช้เวลาครับแต่เราต้องเริ่มนับหนึ่งกันครับ






