วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐต้องเร่งสร้างความเข้าใจ

แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

จะผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กลายเป็น พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ฉบับปี 2559 แต่เสียงคัดค้านยังคงมีอยู่ มีคนจำนวนไม่น้อยยัง “คลางแคลงใจ” ในบางมาตรา บางถ้อยคำ ขณะที่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ฝ่ายผู้ร่างฯ (รัฐ) จะออกมาทำความเข้าใจ แต่ก็ดูยังไม่เป็นผล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือดีอี เข้าทำงานในกระทรวงวันแรก ต้องตอบข้อซักถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะการทำประกาศกฏกระทรวงต่างๆ ตามออกมา

นายพิเชฐ รมว.ดีอี ยันหนักแน่นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปรับแก้ไขจาก พ.ร.บ.คอมพ์ ปี 50 ให้รัดกุม และเท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมชี้แจงข้อสงสัยที่ถูกคัดค้าน โดยเฉพาะการให้อำนาจรัฐตั้งซิงเกิล เกตเวย์ และซิงเกิล คอมมานด์ สอดแนมข้อมูล ประชาชน ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตช้าลง รมว.ดีอี ชี้แจงว่า ไม่มีมาตราใดที่กำหนดให้ไทยมีเกตเวย์เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่างประเทศเพียงจุดเดียว จึงยืนยันว่าไม่มี ซิงเกิล เกตเวย์ แต่มีเกตเวย์กว่า 10 แห่งให้บริการโดยภาคเอกชน 

และพ.ร.บ.คอมพ์ไม่ได้ให้รัฐเข้าไปสอดแนม หรือล้วงข้อมูลการติดต่อสื่อสารของประชาชน การใช้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามร่าง พ.ร.บ.ต้องทำตามกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้ ส่วนใหญ่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อนจึงดำเนินการได้ เช่น ทำสำเนา, ถอดรหัส, ตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล ขณะที่การสอดแนมหรือล้วงข้อมูลการติดต่อสื่อสารของประชาชน ถือเป็นความผิดมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.เดิม ฐานดักรับข้อมูลโดยไม่ชอบ และหากใช้อำนาจในทางมิชอบ กฎหมายก็กำหนดบทลงโทษ เช่น ม.22 และ ม.23

ส่วน ม.14 (1) (2) ที่เกรงจะปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็น/ ปิดปากการตรวจสอบโดยประชาชน/ปิดปากคนเห็นต่าง เพราะถ้อยคำหรือเงื่อนไขที่ใช้ไม่ชัดเจนในตัวเอง รมว.ดีอี ก็ยืนยันว่า การแก้ไขไม่ได้ต้องการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ปิดปากการตรวจสอบของประชาชน พร้อมระบุว่า การปรับแก้ครั้งนี้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับเดิม ใช้บังคับมากว่า 10 ปี กฎหมายมีปัญหาในการตีความจนกระทบกับการบังคับใช้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันเทคโนโลยีและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนที่เกรงว่า พ.ร.บ.ใหม่ ให้อำนาจรัฐตั้งศูนย์กลางบล็อกเว็บที่เชื่อมต่อตรงระบบของผู้ให้บริการนั้น ร่างประกาศฯ ที่ออกภายใต้ร่าง ม. 20 ไม่ได้ให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่ เชื่อมต่อระบบผู้ให้บริการปิดเว็บไซต์โดยไม่รับอนุญาตจากศาล ส่วนการตั้งศูนย์กลางตามร่างประกาศฯ เพื่อให้มีช่องประสานงานกับผู้ให้บริการ และติดตามการดำเนินการตามหมายศาล

และอีกหลายๆ ประเด็นที่ รมว.ดีอี พยายามชี้แจง แต่สุดท้ายเชื่อว่า ก็ยังมีการคัดค้านอยู่ดี ดังนั้นรัฐเองต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เหตุใด พ.ร.บ.ฉบับนี้ถึงยังมีการคัดค้าน แม้จะชี้แจง (บ้างแล้ว) ก็ตาม อาจเป็นเพราะรัฐอ่อนประชาสัมพันธ์หรือไม่ หรือไม่เต็มที่ ไม่จริงใจในการสร้างความเข้าใจ รัฐควรเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องนี้อย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทำคู่มือให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ เพื่อไม่ให้ความไม่เข้าใจขยายวงกว้าง จนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทั้งเรื่องความมั่นใจการลงทุนต่างๆ รวมถึงความมั่นใจของผู้ที่ใช้เน็ตอีกว่า 42 ล้านคนในประเทศ