วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สื่อต้องยกมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อเรียกศรัทธาคืนจากสังคม

เมื่อวานผมเขียนคัดค้านร่างกฎหมาย ที่จะเปิดทางให้นักการเมือง

และข้าราชการสามารถแทรกแซงการทำงานของสื่อ ด้วยการให้อำนาจ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนฯ” สามารถกำหนดให้คนทำสื่อต้อง “ขึ้นทะเบียน” และให้สภาแห่งนี้มีอำนาจ “ออกและเพิกถอนใบอนุญาต” ให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน”

ผมยืนยันว่าเสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชน และการออกกฎหมายใด ๆ มาเพื่อให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจกำหนดว่าใครสามารถประกอบอาชีพสื่อได้หรือไม่ ถึงขั้นที่สามารถจะออกหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้นั้น เป็นการลิดรอนสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน

แต่ขณะเดียวกันผมก็เห็นว่าวงการสื่อจะต้องทบทวนบทบาทหน้าที่และการ “กำกับดูแลตนเอง” อย่างเข้มข้นเพื่อสร้างศรัทธาต่อสาธารณชนและเรียกความไว้วางใจที่เสียไปกลับคืนมาอย่างเร่งด่วนและจริงจัง

ยิ่งในภาวะที่สื่อกระแสหลักดั้งเดิมกำลังเผชิญกับวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ เพราะความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไวและรุนแรงของเทคโนโลยี ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “สื่อวิชาชีพ” ยิ่งต้องแสดงให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างกระจ่างแจ้ง

ท่ามกลางกระแส “ข่าวปลอมข่าวลวง” หรือ fake news และการใช้ social media เพื่อกระจายข่าวสารความเห็นในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ขาดการตรวจสอบ ผู้ที่มีอาชีพเป็น “สื่ออาชีพ” ยิ่งต้องบอกกล่าวกับสังคมว่า “กรอบจริยธรรม” ของตนคืออะไร สามารถแยกแยะความเป็นสื่ออาชีพของตน กับผู้กระจายข่าวตามความรู้สึกและความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัวอย่างไร

ในโลกวันนี้ คำว่า “สื่ออาชีพ” ย่อมมิได้หมายความถึงเพียงคนทำหนังสือพิมพ์, ทีวี, วิทยุหรือเว็บไซต์เท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงคนทำสื่อทุก platform ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระดาษ, เสียง, ภาพ, วีดีโอ, กราฟฟิก และไม่ว่าจะสื่อผ่าน apps ในมือถือหรือแพลทฟอร์มใหม่ ๆ ที่กำลังพัฒนากันอย่างคึกคักอยู่ขณะนี้

เมื่อคำนิยามของ “ความเป็นสื่อสารมวลชน” กำลังแปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ สิ่งที่จะเป็นคุณสมบัติหลักของสื่อที่สังคม พึงจะไว้วางใจก็น่าจะเป็นกรอบแห่งจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพของผู้เสนอตัวเป็น “สื่อของมวลชน” มิได้อยู่ที่ทำงานผ่านสื่อรูปแบบใดอีกต่อไป

ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของ 6 องค์กรวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชน ที่ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่าผู้ทำสื่อทุกองค์กรจะต้องมี “คู่มือจริยธรรม” หรือ Code of Ethics อย่างชัดเจนเพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับคนทำสื่อของตน เป็นสัญญาประชาคมกับสังคมว่านี่คือหลักปฏิบัติพื้นฐานของสื่อ ที่ยึดมั่นด้านเสรีภาพ ขณะเดียวกันก็แสดงความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตนเอง

การที่องค์กรสื่อมี “คู่มือจริยธรรม” ของตนเอง หรือมีคณะบุคคลที่รับผิดชอบกับการตรวจสอบให้พฤติกรรมของคนของตน ให้เป็นไปตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัดนั้นคือการบอกกล่าวกับสังคมว่าคนทำสื่อสามารถ “กำกับดูแลตนเอง” โดยมีสังคมเป็นผู้ร่วมตรวจสอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

ภารกิจสำคัญอีกด้านหนึ่งขององค์กรวิชาชีพสื่อวันนี้ คือการยกระดับมาตรฐานการทำงานของคนทำสื่ออย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรายงานข่าว การทำการบ้านให้รอบด้าน การตั้งคำถามแหล่งข่าว การรู้เท่าทันข่าวเท็จข่าวลวงและแม้กระทั่งการปรับปรุงคุณภาพของภาษาข่าว

ในยุคที่ “ใคร ๆ ก็เป็นคนข่าวได้” การส่งข้อความสั้น ๆ อย่างเร่งรีบที่ขาดการตรวจสอบถึงความแม่นยำ เป็นสาเหตุบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่ออาชีพอย่างยิ่ง จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรสื่อที่ประกาศว่าจะกำกับดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะต้องเร่งรัดส่งเสริมให้คนข่าวรุ่นใหม่ทุ่มเทกับการทำข่าวที่ลุ่มลึกรอบด้าน ที่เข้าลักษณะข่าวสืบสวนสอบสวนอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าการเกาะติดข่าว “ดราม่า” วันต่อวันที่รังแต่จะดึงให้มาตรฐานของวิชาชีพนี้ต่ำลง เพราะแยกไม่ออกว่า “ความเป็นมืออาชีพ” กับ “สมัครเล่น” มีความแตกต่างกันตรงไหนอย่างไร

คนทำสื่อจะสามารถ “กำกับดูแลตนเอง” และปกป้อง “เสรีภาพแห่งข่าวสารของสังคม” ได้ก็ต่อเมื่อปรับการทำงานให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารและความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก เพราะมีทางเลือกที่จะเข้าถึงเนื้อหาสาระได้ anywhere, anytime…ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งสิ้น