คำว่า “อุจจาระของปีศาจ” อาจดูแปลกมากเนื่องจากในจินตนาการของเรา ปีศาจนั้นปราศจาก
ร่างกายที่จับต้องได้เช่นร่างกายของมนุษย์ ต้นกำเนิดของคำได้แก่การอุปมาอุปมัยในบริบทของปรากฏการณ์เกี่ยวกับน้ำมันปิโตรเลียมหลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเกิดสงครามในย่านตะวันออกกลางระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอลในปี 2516 การพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวของราคาน้ำมันในเวลาอันสั้นยังผลให้ประเทศส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ในกลุ่มที่มีชื่อว่า Organization of Petroleum Exporting Countries (OPEC) มีรายได้พุ่งขึ้นไปหลายเท่าด้วย การมีรายได้พุ่งขึ้นไปเช่นนั้นจูงใจให้หลายประเทศใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่ายและเกิดความฉ้อฉลจนทำให้เงินสูญหายไปโดยแทบไม่มีผลดีต่อการพัฒนาประเทศ ยิ่งกว่านั้น รายได้จากการขายน้ำมันยังมักนำไปสู่การใช้นโยบายที่สร้างความเสียหายร้ายแรงอีกด้วย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้นายฮวน เปเรซ อัลฟอนโซ อดีตรัฐมนตรีว่าการเหมืองแร่และไฮโดรคาร์บอนของเวเนซุเอลาเปล่งคำเตือนออกมาเมื่อปี 2519 ว่า “สิบปีจากนี้ไป ยี่สิบปีจากนี้ไป คุณจะเห็นว่า น้ำมันจะนำความหายนะมาให้
ทั้งนี้เพราะน้ำมันเป็นอุจจาระของปีศาจ (Ten years from now, twenty years from now, you will see: oil will bring us ruin… Oil is the Devil's excrement.) นายฮวนคนนี้เป็นหัวจักรใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้ก่อตั้ง OPEC เมื่อปี 2503 โดยมีเวเนซุเอลา ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรักและคูเวตเป็นประเทศร่วมก่อตั้ง ประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรน้ำมันที่สำรวจพบแล้วมากที่สุดในโลกตามลำดับกันยกเว้นแคนาดาที่เข้ามาขั้นเป็นลำดับที่ 3 รองจากเวเนซุเอลาและซาอุดีอาระเบีย ต่อมาคำว่าอุจจาระของปีศาจมักถูกลืมไปเมื่อนักเศรษฐศาสตร์และนักวิจัยเริ่มใช้คำว่า “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse)
ผู้ติดตามความเป็นไปในด้านการพัฒนาย่อมทราบแล้วว่า เวเนซุเอลาตกอยู่ในสภาพ “ยิ่งพัฒนายิ่งจน” มานานจากวันที่อดีตรัฐมนตรีคนนั้นเปล่งคำเตือน ทั้งที่มีน้ำมันมากที่สุดในโลก แต่เวเนซุเอลาล้มละลายหลายครั้งจนกระทั่งตอนนี้มีประชาชนยากจนสูงถึงราว 3 ใน 4 ของประชาชนทั้งหมด นโยบายที่ทำให้เวเนซุเอลายิ่งพัฒนายิ่งจนมีอยู่ในหนังสือชื่อ “เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน” (ซึ่งดาวโหลดได้จากเว็บไซต์วิทยาทานของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเวเนซุเอลาเข้าตาจนจึงห้ามประชาชนใช้ธนบัตรใบละ 100 โบลิวาร์โดยให้นำธนบัตรนั้นมาแลกธนบัตรออกใหม่ซึ่งมีค่าใบละ 500 ถึง 20,000 โบลิวาร์ รัฐบาลอ้างว่า ธนบัตรใบละ 100 โบลิวาร์ซึ่งมีค่าสูงสุดก่อนที่รัฐจะประกาศใช้ธนบัตรใหม่นั้นส่วนใหญ่ถูกกักตุนไว้โดยพ่อค้าหน้าเลือด ความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ยากที่จะพิสูจน์ แต่ที่แน่นอนคือ ชาวเวเนซุเอลาออกมาประท้วงกันอย่างกว้างขวางเพราะส่วนใหญ่ต้องใช้ธนบัตรใบละ 100 โบลิวาร์ นั้นเนื่องจากมันยังพอใช้ซื้ออะไรๆ ได้บ้างหลังจากค่าเงินตกต่ำติดต่อกันมาเป็นเวลานาน (คาดว่าปีนี้ราคาสินค้าจะขึ้นไปถึงร้อยละ 750 และปีหน้าจะพุ่งขึ้นต่อไปในอัตราเร่งถึงร้อยละ 2,000) การตกต่ำของค่าเงินคือแรงจูงใจที่ทำให้รัฐบาลพิมพ์ธนบัตรจำพวก 20,000 โบลิวาร์ออกมาใช้
อนึ่ง คงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเวเนซุเอลามิใช่ประเทศซึ่งมีน้ำมันมหาศาลประเทศเดียวที่ประสบปัญหาสาหัส หลายประเทศในบรรดาสมาชิก 13 ประเทศของ OPEC ก็เช่นกัน บางประเทศมีความฉ้อฉลสูงมากและใช้นโยบายที่ทำร้ายตนเอง แต่บางประเทศถูกทำร้ายโดยผู้อื่น อาทิเช่น คูเวตซึ่งถูกกองทัพอิรักบุกเข้าไปยึดครองและก่อนถูกขับไล่ออกไปยังจุดไฟเผาบ่อน้ำมันจนวายวอด ต่อมาอิรักเองก็ถูกบุกและยึดครองโดยกองทัพของอเมริกา ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะน้ำมันนั้นเปรียบเสมือนอุจจาระ ในบางกรณีอุจจาระมีประโยชน์ แต่มันมีโทษแฝงมาด้วยโดยเฉพาะเมื่อมันก่อให้เกิดโรคระบาด อีกไม่นาน รัฐบาลอเมริกันจะเปลี่ยน แต่อเมริกาคงไม่ลดความบ้าคลั่งในการหวังครอบครองน้ำมันของผู้อื่น ทั้งนี้เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศคนต่อไปได้แก่หัวหน้าคณะผู้บริหารของบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกเอกซอนโมบิล
สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่าเมืองไทยได้ติดโรคระบาดจากอุจจาระของปิศาจแล้วหรือไม่ ขอเสนอให้ติดตามความเป็นมาและเป็นไปในภาคพลังงานอย่างพินิจพิจารณา อาจสรุปได้ว่าเมืองไทยติดโรคแสนร้ายนั้นแล้ว






